ข่าวภูเก็ต » “วิรัช พาที” กับการทำงานด้านกีฬา ยกระดับภูเก็ตเมือง “สปอร์ต ซิตี้”

“วิรัช พาที” กับการทำงานด้านกีฬา ยกระดับภูเก็ตเมือง “สปอร์ต ซิตี้”

21 กันยายน 2019
720   0

“วิรัช พาที” ผอ.กกท.จังหวัดภูเก็ต กับการทำงานด้านกีฬา ยกระดับภูเก็ตเป็นเมือง “สปอร์ต ซิตี้” มั่นใจก้าวสู่ระดับโลกได้ในอนาคต

 

 

 

 

 

นายวิรัช พาที ผู้อำนวยการสำนักงานการกีฬาแห่งประเทศไทย จังหวัดภูเก็ต ซึ่งจะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 กันยายน นี้ ได้กล่าวถึงการทำงานในที่ผ่านๆ มาว่า ตลอดระยะเวลาที่ตนย้ายเข้ามาสู่จังหวัดภูเก็ต ตั้งแต่ปี 2549 สิ่งแรกที่ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย สมัยนั้นคือ ท่านกนกพันธุ์ จุลเกษม มอบหมายให้ทำภารกิจ 2 เรื่อง เรื่องแรกการเป็นเจ้าภาพกีฬาเอเชียนบีชเกมส์ ซึ่งมีทั้งหมด 29 ชนิดกีฬาในขณะนั้น การจัดการแข่งขันเป็นไปได้ด้วยดี ได้รับการชื่นชมจากผู้บริหารของสภาโอลิมปิกแห่งเอเชีย หรือ OCA จากนั้น 2 ปีต่อมา เราก็เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาเยาวชนแห่งชาติ มีการแข่งขันทั้งหมด 31 ชนิดกีฬา ถือว่าจังหวัดภูเก็ตเรานำร่อง 2 ชนิดกีฬาที่ผ่านพ้นไปในช่วงระยะเวลา 2 ปีด้วยกัน ถัดมาหลังจากการแข่งขันกีฬาเยาวชนแห่งชาติ เราก็มีโอกาสจัดประชุมผู้บริหารของเอเชียที่เกี่ยวข้องกับวงการกีฬาทั้งหมด ก็เป็นตัวการรันตีตัวหนึ่งว่าภูเก็ตมีศักยภาพในเรื่องของพื้นที่ ความพร้อมเรื่องของที่พัก แล้วก็มีการจัดแข่งขันเพาะกายชิงแชมป์เอเชียขึ้นมา

 

 

 

 

หลังจากนั้นภูเก็ตก็เริ่มที่จะขยับในเรื่องของการดึงนักกีฬาที่เป็นตัวหลักๆ ของภูเก็ตเอง เราก็พยายามสร้างเด็กขึ้นมา จนถึง ณ ปัจจุบันเรามีชมรมกีฬาเครือข่ายทั้งหมด 64 ชมรมด้วยกัน แล้วก็น้องๆ ที่เติบโตจากชมรมกีฬาต่างๆ  จากชนิดกีฬาต่างๆ ก็เข้าสู่โครงการ ไม่ว่าจะเป็นโครงการสปอร์ตฮีโร่ที่การกีฬาแห่งประเทศไทยดูแลอยู่ น้องๆ เหล่านี้จะได้รับเงินตอบแทนเป็นรายเดือน ในขณะเดียวกันทางสมาคมกีฬาจังหวัดภูเก็ต ก็ได้มีการดูแลน้องๆ ที่ประสบความสำเร็จไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย ซึ่งทางการกีฬาแห่งประเทศไทย จังหวัดภูเก็ต เราก็มีโอกาสได้ผลักดันส่งเสริมน้องๆ ที่จะเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย

ถัดมา ขอเรียนอย่างนี้ว่าจังหวัดภูเก็ตเริ่มขยับกีฬาต่างๆ ขึ้นไปสู่ระดับนานาชาติ ที่เด่นชัดมากที่สุดคือในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาเราขยับเรื่องของการวิ่งคือ ภูเก็ตธอน เป็นแบรนด์ของภูเก็ต เพราะเราใช้คำว่าภูเก็ต ภูเก็ตเป็นเจ้าภาพ สองปีที่จัดที่ผ่านมาปรากฏว่าเราสามารถขยับเกมส์การแข่งขันซึ่งไปติดท็อป 1 ใน 16 ของโลก มันไม่ง่ายเนื่องจากว่าเราต้องได้รับการแอพบรูฟจาก IAM แล้วก็  IAAM ซึ่งเป็นองค์กรรับรองคุณภาพเรื่องของการจัดการบริหารการจัดการแข่งขันของกีฬา ปีนี้ตนเข้าใจว่าเราจะทำเป็นปีที่ 3 จะพยายามที่จะยกระดับภูเก็ตธอนให้ติดในเรื่องปฏิทินของโลก อย่างเช่น นิวยอร์กมาราธอน โตเกียวมาราธอน บอสตันมาราธอน พออยู่ใน 16 ของโลก เราก็มีภูเก็ตมาราธอน ก็คือภูเก็ตธอนติดอยู่ตรงนั้นด้วย ซึ่งปีนี้เราจะพยายามยกระดับให้ได้

 

 

 

 

 

ล่าสุดตนมีโอกาสได้ไปทำกิจกรรมที่สำคัญที่สุดของจังหวัดภูเก็ตก็ว่าได้ นั่นก็คือการยกระดับภูเก็ตเป็นเมืองกีฬา หรือ SPORTS CITY ซึ่งเดิมทีเราก็เป็นอยู่แล้ว แต่ว่าเราจะทำอย่างไรให้เข้าสู่ระบบ การเข้าสู่ระบบเราก็ทำตามหลักเกณฑ์ว่าต่อไปในอนาคตเราต้องให้ได้ตามมาตรฐานที่เขากำหนดมา ส่วนที่สองเมื่อเป็นสปอร์ตซิตี้แล้วสิ่งที่จะตามมาคือเรื่องของอีเว้นท์ รายการต่างๆ การกีฬาแห่งประเทศไทยก็จะพิจารณาเรื่องของงบประมาณลงมาให้เป็นชิ้นเป็นอัน อนาคตตนเข้าใจว่าภูเก็ตไม่ได้โตเพียงแค่เป็นสปอร์ตซิตี้ จะเข้าไปสู่เรื่องของสปอร์ตทัวร์ริสซึ่มและสปอร์ตอินดัสทรี และที่ตนวางไว้คือ เราจะทำร่วมกับทีเส็บแล้วก็องค์กรกีฬาเครือข่ายทั้งหมด จะยกระดับตรงนี้ให้สู่ระดับโลก ซึ่งรายการต่างๆ มันจะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเวิลด์บีชเกมส์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ตนเข้าใจว่าตรงนี้ศักยภาพภูเก็ตทำได้ ตนขอฝากพี่น้องชาวจังหวัดภูเก็ต พี่น้องสื่อมวลชน หัวหน้าส่วนราชการได้ช่วยกันขยับในการที่จะผลักดันให้จังหวัดภูเก็ต ก้าวไปสู่ความเป็นมืออาชีพ ก้าวไปสู่ระดับโลกต่อไปในอนาคต

“ปัญหาอุปสรรคที่ผ่านมา ก็มีบ้าง อย่างเช่นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับถนนบางทีเราก็ต้องทำความเข้าใจ อย่างเช่นล่าสุดเรื่องของการจะใช้เส้นทางในการวิ่งก็ดีเราก็พยายามที่จะประกาศล่วงหน้า ส่วนที่สองก็เราจะประกาศเป็นคาร์ฟรีเดย์ในช่วงวันดังกล่าว โดยทางท่านผู้ว่าราชการจังหวัดมีนโยบายที่จะให้จังหวัดภูเก็ตเป็นจังหวัดนำร่องในการที่จะจัดในเรื่องของสปอร์ตเอนเตอร์เทนเม้นต์แล้วก็เป็นคาร์ฟรีเดย์ด้วยในวันเดียวกัน หมายความว่าคาร์ฟรีเดย์เราก็จะหยุดใช้รถประมาณ 5 หรือ 6 ชั่วโมงให้คนได้มาทำกิจกรรมร่วมกันโดยความร่วมมือจากองค์กรภาครัฐและส่วนท้องถิ่น โดยจะมีการประชุมในอนาคตต่อไป”

นอกจากนี้ นายวิรัช ยังได้กล่าวฝากถึงคนที่จะเข้ามาทำหน้าที่ต่อไปจากตน จะต้องพยายามที่จะสานงานเก่าที่ตนได้ทำไว้ ตนเข้าใจว่าน่าจะเป็นเรื่องที่ดีอยู่แล้ว อยากจะให้สานต่อ ส่วนไหนที่เพิ่มเติมได้ก็พยายามที่จะทำ อย่างน้อยสุดประสบการณ์ทั้งหมดอยู่ที่ว่าเราได้สัมผัสของจริงหรือไม่ ถ้าเราอยู่ประเภทแบบรอให้งานมาก็ไม่มีโอกาสที่จะเกิด เพราะทุกคนจะต้องรู้จักวิธีการที่จะเข้าหากิจกรรม รู้จักแลกเปลี่ยนวิธีตรงนี้เราจะต้องสัมผัสด้วยตัวเอง ต้องดินรนต้องหาต้องขวนขวาย