ข่าวภูมิภาค » Minii Scan นวัตกรรมเครื่องตรวจหาหินปูนในชิ้นเนื้อจากเต้านมเครื่องแรกของโลก สิ่งประดิษฐ์ใหม่จากคณะแพทยศาสตร์ ม.อ.

Minii Scan นวัตกรรมเครื่องตรวจหาหินปูนในชิ้นเนื้อจากเต้านมเครื่องแรกของโลก สิ่งประดิษฐ์ใหม่จากคณะแพทยศาสตร์ ม.อ.

20 กรกฎาคม 2018
369   0

คณะแพทยศาสตร์ ร่วมกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนาเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ 3 มิติ หรือ Minii  Scan นวัตกรรมเครื่องตรวจหาหินปูนในชิ้นเนื้อจากเต้านมเครื่องแรกของโลก สิ่งประดิษฐ์ใหม่จากคณะแพทยศาสตร์ ม.อ. เผยผลทดสอบประสิทธิภาพและความปลอดภัยเบื้องต้นไปแล้ว พบมีความแม่นยำและสามารถพัฒนาต่อยอดไปใช้ทางคลินิก

 

 

เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2561 ที่ห้องประชุมทองจันทร์ หงศ์ลดารมณ์ คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา รศ.นพ.พุฒิศักดิ์ พุทธวิบูลย์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ และคณะ ได้ให้การต้อนรับผู้เข้าร่วมโครงการ เครือข่ายสัมพันธ์สงขลานครินทร์ ซึ่งประกอบไปด้วย สื่อมวลชนภาคใต้และส่วนกลางและประชาสัมพันธ์มหาวิทยาลัย 5 วิทยาเขต ในโอกาสเข้าเยี่ยมชม ผลงานนวัตกรรมและเทคโนโลยี ด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพของคณะแพทยศาสตร์

โดยรศ.นพ.พุฒิศักดิ์ พุทธวิบูลย์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ ได้นำเสนอผลงานนวัตกรรมเครื่องตรวจหาหินปูนในชิ้นเนื้อจากเต้านมเครื่องแรกของโลก ทั้งนี้ด้วยปัจจุบันการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมด้วยแมมโมแกรม (Mammography) มีการตรวจอย่างกว้างขวาง เนื่องจากขณะนี้อุบัติการณ์ของโรคมะเร็งเต้านมสูงมากขึ้นเรื่อยๆ จากการตรวจพบมะเร็งเต้านมในระยะเริ่มแรกทำให้ผลการรักษาดีขึ้น และการผ่าตัดมะเร็งเต้านมระยะเริ่มแรกทำให้ไม่จำเป็นต้องตัดเต้านมออก ผู้ป่วยจำนวนมากได้รับการผ่าตัดเฉพาะก้อนเนื้อมะเร็งและเนื้อเยื่อรอบก้อนออกโดยไม่จำเป็นต้องตัดเต้านม (Breast conservative surgery) การผ่าตัดเอาเฉพาะก้อนเนื้อมะเร็งเต้านมในขนาดเล็กจำเป็นต้องกำหนดตำแหน่งที่แม่นยำโดยเฉพาะก้อนขนาดเล็กมากที่ไม่สามารถคลำได้ การกำหนดตำแหน่งเพื่อก้อนผ่าตัดที่แม่นยำ การตรวจสอบระหว่างการผ่าตัดว่าผ่าตัดได้ถูกตำแหน่งทำให้ลดอุบัติการณ์การผ่าตัดซํ้าข้อจำกัดในการผ่าตัดโดยทั่วไป การตรวจว่ามีตำแหน่งหินปูนในก้อนเต้านมระหว่างการผ่าตัดนั้น ศัลยแพทย์จะต้องส่งชิ้นเนื้อไปตรวจเอกซเรย์ภายนอกห้องผ่าตัด ว่าผ่าตัดถูกตำแหน่งหรือไม่ ทำให้เสียเวลา เนื่องจากสถานที่ผ่าตัดและห้องตรวจเอกซเรย์เต้านมอยู่ห่างไกลกันมาก จึงต้องเสียเวลารอนาน หรือโรงพยาบาลบางแห่งอาจจะไม่มีการตรวจสอบระหว่างผ่าตัด ข้อจำกัดอีกด้านหนึ่งของการตรวจเอกซเรย์ชิ้นเนื้อจากเครื่องตรวจโดยทั่วไป คือ ตรวจโดยระบบ 2 มิติ ซึ่งอาจจะทำให้การตรวจคลาดเคลื่อนเนื่องจากการวางตำแหน่งก้อนในแต่ละระนาบทำให้ได้ภาพที่แตกต่างกัน การแปลผลผิดปกติจะทำให้ผ่าตัดก้อนหินปูนออกไม่หมด

 

 

 

ในการสร้างเครื่องตรวจเอกซเรย์ 3 มิติ เพื่อตรวจหาตำแหน่งหินปูนในก้อนชิ้นเนื้อ จะสามารถแก้ปัญหาของการตรวจแบบเดิม คือ สามารถตรวจได้ทุกระนาบ ทำให้ลดความคลาดเคลื่อนจากการวางชิ้นเนื้อในทิศทางที่แตกต่างกัน ซึ่งทางคณะแพทยศาสตร์ได้ร่วมกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนาเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ 3 มิติ หรือ MiniiScan ซึ่งเป็นเครื่องขนาดเล็กเครื่องแรกของโลก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการวินิจฉัยขอบเขตทางรังสีของก้อนเนื้อเต้านมแบบสามมิติ สามารถแยกแยะบริเวณที่เป็นมะเร็งหรือมีหินปูนผิดปกติ พบว่าให้ผลการตรวจที่รวดเร็วและมีความแม่นยำสูง และยังคงพัฒนาอย่างต่อเนื่องโดยหวังผลสู่ระดับนานาชาติ

จุดเด่นของเครื่องตรวจ MiniiScan นี้คือ เครื่องมีขนาดเล็กสามารถวางไว้ในห้องผ่าตัดได้และการทำงานของเครื่องแตกต่างจากเครื่องซีทีสแกนเครื่องใหญ่ เครื่องตรวจเอกซเรย์โดยทั่วไป คือ สิ่งที่ต้องการจะตรวจจะอยู่กับที่และเครื่องผลิตรังสี (X-ray source) และจอรับภาพ (Detector) เป็นตัวหมุนรอบวัตถุทำให้กินพื้นที่จากการหมุนกว้างมาก แต่เครื่องตรวจชิ้นเนื้อที่สร้างขึ้นใหม่นี้จะใช้การหมุนของแท่นวางชิ้นเนื้อแทนทำให้ประหยัดพื้นที่ เครื่องตรวจจึงมีขนาดเล็กสามารถเคลื่อนย้ายได้ นำไปไว้ในห้องผ่าตัดได้ สามารถตรวจชิ้นเนื้อได้ง่าย ผู้ใช้สามารถทำได้ด้วยตนเองและประมวลผลได้รวดเร็ว เนื่องจากเครื่องติดตั้งและใช้งานภายในห้องผ่าตัด หลังจากผู้ป่วยได้รับการผ่าตัดชิ้นเนื้อจะถูกส่งตรวจได้ทันที เครื่องนี้ใช้เวลาในการประมวลผลภาพประมาณ 5 นาที จากการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า สามารถลดระยะเวลาการตรวจชิ้นเนื้อได้ถึง 15 นาที นอกจากนี้ยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในเนื้อเยื่อของอวัยวะอื่นที่ต้องการตรวจขอบเขตความห่างจากพื้นผิวของก้อน เช่น ตับ ตับอ่อน เป็นต้น เครื่องตรวจหาหินปูนขนาดเล็กที่ผลิตโดยความร่วมมือของคณะแพทยศาสตร์  มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และทีมนักวิจัยของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (สวทช.) เป็นเครื่องต้นแบบที่ได้ทดสอบประสิทธิภาพและความปลอดภัยเบื้องต้นไปแล้ว พบว่ามีความแม่นยำและสามารถพัฒนาต่อยอดไปใช้ทางคลินิก นับเป็นความสำเร็จในการร่วมมือกันทำงานนวัตกรรมของเครื่องตรวจเช่นนี้เป็นเครื่องแรกของโลก ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการผลักดันให้มีการปรับปรุงประสิทธิภาพและเทคโนโลยีให้สามารถนำไปใช้ในวงกว้างโดยเบื้องต้นเครื่องนี้จะนำไปทดสอบประสิทธิภาพที่ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อผลักดันเข้าสู่เชิงพาณิชย์ต่อไป