มองแบบเผ่าเทพ » น่าสงสารไหมครับ?

น่าสงสารไหมครับ?

28 กุมภาพันธ์ 2018
1935   0

 

ในทรรศนะของเราเป็นภาพที่ “น่าสังเวชใจ”มากกว่า จริงอยู่ท่าน รมว.พลังงานท่านมีนํ้าใจขอบคุณผู้ประท้วงให้เลิกโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินที่เทพา สงขลา และที่กระบี่ แต่จะเป็นอุทาหรณ์ต่อไปในอนาคต ซึ่งก็เป็นมาตลอดอยู่แล้วรัฐบาล-ราชการไม่มีจุดยืน หลักเกณฑ์ขอไปทีวันๆ!!
คงจำกันได้ว่าเมื่อฝ่ายต่อต้านโรงไฟฟ้าถ่านหินประท้วงที่ภาคใต้ ช่วงครม.สัญจร 2 เดือนก่อน ท่าน รมว.พลังงานซึ่งท่านนายกฯมอบอำนาจให้ตัดสินใจได้สั่งเลื่อนโครงการ 3 ปี!! ให้เลิกทำ EIA EHIA ไปก่อน 3 ปีค่อยมาว่ากันใหม่
ต่อมาไม่กี่อาทิตย์ฝ่ายค้านไม่ยอม “ต้องเลิก”ไม่ใช่ “เลื่อน” ยกพวกมาประท้วงที่ กทม. ไม่ถึง 100 คนนานไปถึง 10 วัน หากมีอดข้าวประท้วงด้วย ท่าน รมว.คนเดียวกันนี่แหละ
ยอมจำนน
ยอมถอยให้ศึกษาใหม่ 9 เดือน!?
ล่าสุดท่าน รมว.พลังงานคนเดียวกันอีกสั่งเบรคยาว 5 ปี เร่งศึกษาพื้นที่อื่นทดแทน แถมยืนยันว่ามีกำลังผลิตไปไฟฟ้าเพียงพอ!!
ที่น่าห่วงคือว่า ท่านบอกว่า “ในช่วงเวลา 5 ปีหลังจากนี้ยังไม่มีความจำเป็นต้องก่อสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ โดยเฉพาะจากเชื้อเพลิงถ่านหินในพื้นที่ภาคใต้ (โดยอ้างว่า) เนื่องจากโรงไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.เจ้าเก่า) สามารถพัฒนาสายส่งไฟฟ้าจากภาคกลาง 500 กิโลวัตต์/ชั่วโมง 2 เส้นเชื่อมที่ จ.ชุมพรและส่งต่อไปยังสุราษฎร์ธานี”
ประเด็นก็อยู่ที่ว่าที่ท่านพูดมาอย่างนี้ กลายเป็นเห็นด้วยกับฝ่ายค้านที่ไม่เอา “ถ่านหิน”ที่เทพาและกระบี่แล้ว!?! โครงการ 9 เดือนจะเลิกไหมครับ เซ็นต์ MOU ไปแล้ว!?
เราเห็นด้วยกับการตั้งคณะกรรมการศึกษาประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมเชิงยุทธศาสตร์ (เอสอีเอ)หรือภาษาอังกฤษ (SEA) STRATEGIC ENVIROUNMENTEL ASSESSMENT แต่การที่จะให้ 2 ฝ่ายเสนอผู้เชี่ยวชาญของแต่ละฝ่ายเข้ามาเป็นกรรมการเราไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งจะเป็นการเข้าไปทะเลาะกันมากกว่า และตัดสินใจอะไรไม่ได้เราเสนอ คุณประสิทธิ์ชัย หนูนวลไป (ซึ่งเผอิญไปรู้จักท่านที่ ม.วลัยลักษณ์)ว่า
“ควรเอาองค์กรที่เป็นกลางจริงๆมาศึกษา” โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากต่างประเทศที่ไม่มีผลได้ผลเสียกับ “ถ่านหิน” หรือ องค์กรภายในของเราเช่น TDRI เข้ามาทำการศึกษาอาจจะจ้างผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศมาเป็นที่ปรึกษาด้วยก็ได้ เรามีองค์กรระดับนี้หลายองค์กรที่ทำได้ และเป็นการเริ่มที่ดีว่าจะสร้างโรงไฟฟ้าอะไรที่ไหน ต้องทำ “เอสอีเอ”ก่อน แต่ต้องมีหลักมีเกณฑ์ ไม่ใช่รับปากกันส่งเดช ตัวอย่างที่จะเป็นได้ชัดใน 7-8 ปีข้างหน้าคือ
โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์
รบ.หมดเงินไปหลายร้อย หลายพันล้านศึกษาเรื่องนี้ จ้างบ.ต่างชาติมาศึกษาความเป็นไปได้ มีข้อสรุปแล้วว่ามี 4 แห่งที่เหมาะที่สุดที่จะสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในประเทศไทย ก็ใช้กรรมการ “เอสอีเอ”นี่แหละศึกษาว่าแห่งไหนเหมาะสมที่สุดสร้างได้มากที่สุด!
แม้กระทั่งโรงไฟฟ้าชีวมวล โรงไฟฟ้าจากขยะ พลังงานทดแทนก็น่าจะทำเช่นกัน ข้อสำคัญทำอย่างไรจะให้ทุกฝ่ายรับข้อเสนอของกรรมการ “เอสอีเอ”นี้ก่อนไปทำ EIA และ EHIA ต่อไป และไม่ใช่พอมาทำการศึกษาเรื่องรายละเอียดสิ่งแวดล้อมก็มาประท้วงกันอีก ซึ่งต้องยอมไม่ได้
นโยบายการพลังงานต้องชัดเจนกว่านี้ต้องเป็น “วาระแห่งชาติเป็นยุทธศาสตร์ชาติ”จริงๆ ไม่ใช่แบบไม้หลักปักขี้เลนอยู่อย่างทุกวันนี้ กฟผ.ทำโครงการโรงไฟฟ้า 2 แห่งนี้มาร่วม 10 ปีแล้ว ปรับปรุงแก้ไขแล้วจนทำการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมแล้ว รมว.สั่งเลิก สั่งเลื่อน แถมวิจารณ์โครงการเสียอีกว่าไม่ควรใช้ “ถ่านหิน”แล้วจะศึกษา “เอสอีเอ”กันไปทำไม??
ความมั่นคงทางพลังงานเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการพัฒนาประเทศ แม้กระทั่งราคาไฟฟ้าก็ต้องชัดเจน ปริมาณการใช้ ปริมาณการผลิตต้องแน่นอน จะพึ่งพาต่างชาติกี่เปอร์เซ็นต์ จะใช้ก๊าซธรรมชาติกี่เปอร์เซ็นต์ ใช้พลังงานทดเแทนเท่าไร จะใช้เชื้อเพลิงอะไรเท่าไรต้องชัดเจน!
โครงการลักษณะนี้ย่อมมีผลกระทบต่อประชาชนทั้งนั้นมากหรือน้อยเท่านนั้นเอง จะหลีกเลื่ยงไม่ได้อย่าพูดกันพล่อยๆง่ายๆว่าใช้พลังงานทางเลือกได้หรือไม่มีจุดยืน กลัวชุมชนเดือดร้อน เสียความนิยม ฯลฯ (ยังมีต่อ)