จากสำนึกสู่ปากกา » 5 มีนาคม วันนักข่าว

5 มีนาคม วันนักข่าว

23 กุมภาพันธ์ 2018
3372   0

 

ทุกปีวันที่ 5 มีนาคม จะถือเป็นวันนักข่าวและในอดีตที่ผ่านมา ถือว่าเป็นวันที่มีเกียรติและมีค่าที่สุด

ผมเป็นคนที่แตกต่างกับคนอื่นๆ ตรงที่ คนอื่นๆจะไต่จากนักข่าวไปสู่การเป็นคอลัมนิสต์ แต่ผมไต่จากคอลัมนิสต์ลงมาเป็นนักข่าว

ผมเริ่มต้นจากการเป็นนักเขียนนักวิพากษ์วิจารณ์สังคมในฐานะคอลัมนิสต์จากนั้น วันหนึ่งผมเข้าไปนั่งทำงานในหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ผมออกไปกับรถตระเวนข่าวในฐานะนักข่าวกีฬา และผมกล้าพูดได้เลยว่า เป็นคนเดียวที่ไม่ยอมรับเงินจากโปรโมเตอร์มวย

จากนั้นผมย้ายสถานะลงไปเป็นผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดแต่สังกัดกองบรรณาธิการ และทำข่าวที่จังหวัดเลยพร้อมๆกับการออกหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นรายปักษ์ที่จังหวัดเลยเป็นครั้งแรกของจังหวัดที่มีหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น เพราะผมเป็นคนชอบเจาะข่าว หนังสือพิมพ์ของผมจึงถูกสั่งจากเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าห้ามแผงรับมาจำหน่าย

ผมแก้เกมด้วยการจ้างเด็กวิ่งขายหนังสือพิมพ์จากอุดรธานีมาวิ่งขายในพื้นที่จังหวัดเลย ผ่านธนาคารตรงไหน ผ่านร้านกาแฟตรงไหน ผ่านโรงแรมตรงไหน ผ่านบริษัทรถทัวร์ตรงไหน ผมสั่งให้เด็กเอาไปแจกฟรีตามแต่ว่าตรงนั้นมีคนนั่งมากหรือน้อย หากนั่งมากก็แจกสองหรือสามเล่ม

ผมตรวจสอบการทำงานของเจ้าหน้าที่กับกรณีการลักลอบตัดไม้ทำลายป่าร่วมกับพลตรีอาทิตย์ กำลังเอกในขณะนั้น นำกำลังทหารเข้าทำการกวาดล้างและจับกุมขบวนการลักลอบตัดไม้ทำลายป่า โดยมีทหารและ อส.คอยทำการคุ้มกันในเวลาที่ผมออกพื้นที่เสมอ ผมอาศัยหน้าหนังสือพิมพ์รายวันจากส่วนกลางไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ พิมพ์ไทย เสียงปวงชน เล่นข่าวติดต่อกัน บางข่าวผมสามารถพาดหัวข่าวหน้าหนึ่งถึง 2-3 วัน ทำให้หลายคนต้องโดนสอบสวน ให้ออกและโยกย้ายออกไป จนในที่สุดคนที่สั่งปิดการขายหนังสือของผมต้องกระเด้งกระดอน

มีคนบอกกับผมว่า ผมในฐานะที่มีสื่อส่วนกลางในมืออย่างต่ำสามฉบับ มีหนังสือพิมพ์ของตัวเอง ทำไมไม่จัดวันนักข่าวเหมือนกับคนอื่นที่จัดประจำปีอยู่ 3 ชุด เพราะว่าการจัดงานวันนักข่าวที่จัดเลี้ยง จะมีตำรวจระดับสารวัตรทุกคนมาร่วมงาน ปลัดสุขาภิบาล นายอำเภอ ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกคนต้องมาร่วมงานเพราะแต่ละคนมีบาดแผลกันทั้งสิ้น

ผมบอกกับเขาว่าผมไม่ชอบการหากินแบบนี้

การจะทำหน้าที่ที่สมบูรณ์จะทำได้อย่างไร

ผมไปไหนมาไหน ผมไม่ชอบแสดงตัวว่า ผมเป็นคนใคร ทำอะไร ผมชอบไปยืนมอง ยืนดูและอิสระต่อการกลับมาเขียนแสดงความคิดเห็นในทุกแง่มุมโดยไม่มีบุญคุณค้างคากันจากการไปขอโฆษณาหรือนั่งทานข้าวฟรีจากใคร

ผมเขียนคอลัมน์นี้ในหนังสือพิมพ์ฉบับนี้มาตั้งแต่ปี 2538 จนถึงวันนี้

ผมพูดได้เต็มปากเต็มคำว่า ไม่มีกิจการใดใส่ซองจ่ายเงินจ้างผมเขียนแม้แต่กิจการเดียว

ผมเห็นกิจการไหนเข้าท่า คนทำประชาสัมพันธ์มีความตั้งใจสูง เปิดใจคุยกัน ผมจะช่วยโดยผมไม่ใส่ใจว่า สิ่งที่ผมช่วยเขียนผลักดัน สนับสนุน ส่งเสริม จะต้องมีอามิสสินจ้างแต่อย่างใด

วันนี้เรามีสมาคมหนังสือพิมพ์ภูมิภาคแห่งประเทศไทย เรามีสมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย แต่ผมไม่เคยเห็นบทบาทของสองสมาคมในการออกมาช่วยเหลือสมาชิกที่กำลังร่องแร่งร่อแร่จากกิจการหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นที่ล้มหายตายจากและกิจการหนังสือพิมพ์ส่วนกลางที่ล้มหายตายจากไป

จนผมเองไม่ทราบว่าสมาคมทั้งสองมีบทบาทอะไรอย่างไรในการช่วยเหลือสมาชิกทั้งหลาย ชีวิตของผมจึงไม่สังกัดสมาคมหรือชมรมใดทั้งสิ้น

วันนี้และอีกไม่กี่วันจะต้องเป็นวันนักข่าว

ท่ามกลางวิกฤติของคนทำหนังสือพิมพ์ที่โดนตัดงบค่าข่าวบ้าง ค่าไปทำข่าวบ้าง เพื่อการอยู่รอดของหนังสือพิมพ์รายวันในส่วนกลาง

หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นพยายามจะยืนหยัดให้อยู่รอดฝ่าดงมรสุมเศรษฐกิจและกระแสความนิยมอ่านหนังสือตกต่ำของคนไทย

ผมยังยืนยันและยืนหยัดในหลักการของผม จากวันนั้นยันวันนี้ และขออภัย หากผมปฏิเสธการว่าจ้างจากใครให้ไปทำข่าวเพื่อเชียร์ใคร

คนเราหากไร้ซึ่งอุดมการณ์และไร้ซึ่งหลักการ สังคมสื่อมวลชนจะยืนอยู่ยากในวันข้างหน้า