จากสำนึกสู่ปากกา » ทางตันของสื่อสิ่งพิมพ์

ทางตันของสื่อสิ่งพิมพ์

6 กุมภาพันธ์ 2018
48   0

 

ผมเป็นคนทำหนังสือพิมพ์มาตั้งแต่เด็กๆ ผมเริ่มเขียนบทความและกลอนให้หนังสือพิมพ์รายวันมาเมื่อตอนอายุ 12 ปีเขียนบทความจริงๆเมื่อตอนอายุราว 15 ปี โดยวนเวียนเขียนในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นของภูเก็ตในยุคสมัยนั้น ก่อนจะข้ามชั้นเข้าไปเขียนในนิตยสารที่ผมใฝ่ฝันและหนังสือพิมพ์รายวันที่ผมประกาศว่าจะต้องเข้าไปทำให้ได้

ผมเริ่มมายุ่งกับสายส่งและเอเย่นต์เมื่อตอนผมเข้าไปเป็นบรรณาธิการบริหารของเครือวัฏจักรในยุคที่ยังรุ่งเรือง และผมจะต้องเดินสายไปพบเอเย่นต์และสายส่งทั่วประเทศ โดยผมเอาลูกน้องประจำกองบรรณาธิการของผมติดรถตู้ของโรงพิมพ์ไปด้วย อีกสองคน ไปถึงไหน ผมจะบอกให้ลูกทีมของผมลงไปเจาะ ส่วนผมเข้าไปพบผู้สื่อข่าวประจำจังหวัด เข้าไปพบเอเย่นต์แต่ละอำเภอและจังหวัด

ผมจึงมีตัวเลขยอดจำหน่ายของหนังสือพิมพ์รายวัน รายสัปดาห์ นิตยสารจากเอเย่นต์ที่ถ่ายเอกสารมาให้ผม เพื่อทำการวิเคราะห์ถึงอนาคตของสิ่งพิมพ์ในเครือวัฏจักรว่าจะเดินในรูปไหนอย่างไร

ผมจบศึกษาศาสตร์ ผมใช้ชีวิตในเบื้องแรกหลังจบคือการไปเป็นครูสอนหนังสือมัธยมมา 7 ปีจนกระทั่งผมโอนย้ายเพราะถูกทาบทามให้เข้าไปทำหนังสือพิมพ์ข่าวพาณิชย์ในสังกัดกรมพาณิชย์สัมพันธ์หรือกรมส่งเสริมการส่งออก ทำให้ผมเปลี่ยนวิถีชีวิตไปเดินเส้นทางเศรษฐกิจและผมเปิดหน้าส่งออกครั้งแรกจนหนังสือพิมพ์อื่นต้องตามกระแสในครั้งกระนั้น

มีคนบอกว่า มึงไม่มีความรู้ด้านนิเทศศาสตร์ ดันจะมาเป็นบรรณาธิการได้อย่างไร ผมจึงเข้าไปเรียนปริญญาโทคณะนิเทศศาสตร์สาขาการหนังสือพิมพ์ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผมตำหนิอาจารย์ที่สอนว่า หากสอนด้วยการเปิดหนังสือของต่างประเทศ อ่านแล้วแปลให้ฟัง แล้วเอามาออกข้อสอบ สักวันหนึ่งนักข่าวที่จบไปจะลอกข่าวกัน ส่งข่าวเหมือนกันทุกฉบับ กระบวนการทำข่าวแบบสืบสวนสอบสวนจะล้มเหลวและท้ายที่สุด

หนังสือพิมพ์จะเจ๊ง

เขาโมโหโกรธาผมมาก พลอยทำให้กระทบกระเทือนถึงตัวเกรดที่ผมเรียนไปด้วย และผมเป็นคนบอกอาจารย์ท่านนั้นในฐานะหัวหน้าภาควิชาว่า อาจารย์จะเป็นคนทำให้ภาควิชาการหนังสือพิมพ์ล้มไปจากระบบนิเทศศาสตร์ คนทุกคนโกรธผมมากที่ตำหนิ

และนักนิเทศศาสตร์สายหนังสือพิมพ์ เมื่อเรียนจบออกมา เพราะภาคปฏิบัติในการทำข่าวเจาะไม่เป็น ข่าวสืบสวนสอบสวนไม่เป็น เขียนคอลัมน์ไม่เป็น วิเคราะห์ข่าวไม่เป็น สัมภาษณ์ไม่เป็นเพราะไม่มีประเด็น ทำงานง่ายๆเพราะประชาสัมพันธ์แต่ละหน่วยงานจะเป็นคนทำสำเร็จรูปเอามาให้แล้วลอกไปลงแต่ละฉบับ

คนทำข่าวคิดว่า ทำงานง่าย ได้เงินเดือนง่าย ใช้เวลาส่วนตัวไปทำอย่างอื่น เวลาหน่วยงานใดก็ตามเชิญจึงมักจะไม่ค่อยมาทำข่าว จะฝากคนอื่นส่งข่าวทางอีเมล์หรือส่งเข้าไปยังหนังสือพิมพ์โดยตรงเลย โดยยกพาร์ทเวอร์คของอีเมล์ตัวเองที่จะต้องส่งเข้าโรงพิมพ์ให้พรั่งพร้อม

คนที่รับหนังสือพิมพ์ จากในอดีตจะต้องรับทุกฉบับเพื่อมาตรวจข่าว ในระยะหลังเห็นการลอกข่าวจะออกไปยืนตรวจตรงแผงขายหนังสือพิมพ์ ถ้าเห็นข่าวตัวเองลง ค่อยซื้อหนังสือพิมพ์มาตัดข่าว หากไม่ลงซื้อแค่ฉบับเดียวหรือไม่ก็พริ้นซ์ออกมาจากออนไลน์ที่หนังสือพิมพ์นำเสนอ

ในอดีตที่ผ่านมา ทุกวัน ทุกเช้า ผมจะไปทำงานตอนไม่เกินเวลา 06.30 น. ผมจะนั่งอ่านหนังสือพิมพ์ทุกหน้า ทุกคอลัมน์ ทุกข่าวและตรวจข่าวทุกฉบับอย่างน้อยวันละ 13 ฉบับ ครั้นทำงานนานไป ข่าวที่ออกมาไม่มีอะไร และระยะหลังการแถลงข่าวจะต้องกำหนดวงเงินว่าจะต้องใส่ซองแจกกันเท่าไหร่ กลายเป็นเนื้อหาสาระของข่าวออกมายิ่งเหมือนกันทุกฉบับ ทำให้คุณค่าและความต้องการในการจะไปซื้อหนังสือฉบับเล็กไม่มีและท้ายที่สุดฉบับเล็กๆค่อยปิดตัวเองไปในที่สุด

คนที่อยู่ในแวดวงเอเย่นซี่ที่จะให้โฆษณา ทราบเป็นการดีว่า กว่าจะไปของานประชาสัมพันธ์จากเจ้าของกิจการมันยากแสนยาก ดังนั้นจึงออกสำรวจกันอย่างเต็มที่ ยอดขายหนังสือพิมพ์ฉบับไหนไม่ดี กระจายต่างจังหวัดไม่ทั่วถึง ไปเดินตามเอเย่นต์หนังสือพิมพ์ในต่างจังหวัดยอดขายน้อย ตรวจสอบยอดสั่งซื้อกระดาษของแต่ละฉบับพบว่าจำนวนน้อย

จึงงดให้โฆษณาในหนังสือพิมพ์รายวันจำนวนมาก เราจึงพบว่า บางฉบับที่เคยมีหน้าวันละ 32 หน้าวันนี้ลดมาเหลือแค่ 20 หน้า และบางฉบับลงมาเหลือแค่ 16 หน้าเพราะโฆษณาที่มีหดหายไปหมดสิ้น เหลือไว้ไม่กี่ราย โดยที่นักข่าวในสังกัดยังไม่หันมามองถึงประเด็น ยังคงลอกข่าวและไม่ใส่ใจในการออกมาทำข่าวกันเหมือนเดิม

เมื่อยอดโฆษณาไม่เข้า การออกไปทำข่าวของสื่อสิ่งพิมพ์ในส่วนกลางก็ตัดเบี้ยเลี้ยง ตัดค่าที่พัก ตัดค่าเดินทาง กระทั่งการจัดเลี้ยงประชุมใหญ่ก็งดเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย นักข่าวลาออกก็ไม่จ้างเพิ่ม ถึงขั้นบางแห่งไม่จ่ายเงินค่าข่าวให้กับนักข่าวประจำจังหวัด ปล่อยให้นักข่าวไปหาเงิน หารายได้กันเอง

นักข่าวบางแห่งจึงอาศัยการแถลงข่าวและเลี้ยงข้าวเป็นการประหยัดค่าอาหารไปในตัวด้วยการทานให้เต็มที่ ยอดขายหนังสือพิมพ์ที่อำเภอท่าแพ จังหวัดสตูลปรากฏว่าทั้งอำเภอขายหนังสือพิมพ์ไม่ได้สักเล่ม

ทั้งหลายทั้งปวงผิดพลาดมาจากหลักสูตรนิเทศศาสตร์ที่ไม่บรรจุหลักการตลาดเข้าไปเน้นๆและไม่สอนให้คนเรียนรุ่นใหม่รู้จักการทำข่าวแบบสืบสวนสอบสวนและการเจาะประเด็นข่าว