ข่าวเศรษฐกิจ » บีโอไอตั้งเป้ายอดขอส่งเสริมลงทุนปีนี้ 720,000 ล้านบาท

บีโอไอตั้งเป้ายอดขอส่งเสริมลงทุนปีนี้ 720,000 ล้านบาท

12 มกราคม 2018
97   0


บีโอไอตั้งเป้ายอดขอส่งเสริมลงทุนปีนี้ 720,000 ล้านบาท เพิ่มร้อยละ 12 จากเป้าปี 60 ส่วนผลงานปี 60 มีโครงการยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนมูลค่า 641,978 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมาย 600,000 ล้านบาท

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ตรวจเยี่ยมสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) และมอบนโยบายส่งเสริมการลงทุนปี 2561 โดยนายสมคิด ระบุว่า ยอดยื่นโครงการขอรับส่งเสริมการลงทุนปี 2560 เกินเป้าหมายร้อยละ 22 ในจำนวนนี้เป็นโครงการลงทุนในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษหรืออีอีซีถึงร้อยละ 46 สำหรับนโยบายส่งเสริมการลงทุนปีนี้ได้มอบหมายให้บีโอไอจัดทำมาตรการส่งเสริมการลงทุนที่เน้นอุตสาหกรรมการเกษตรมากขึ้นทั้งการเพิ่มผลิตภาพในการผลิตการแปรรูปอาหารแห่งอนาคต ทั้งนี้ เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรในประเทศไทยรวมถึงไบโอเทคโนโลยี และส่งเสริมการลงทุนในอุุตสาหกรรมบริการท่องเที่ยวครบวงจร ส่งเสริมการลงทุนในสถาบันการศึกษาเพื่อผลิตบุคลากรที่สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับดิจิทัลและอื่น ๆ เพื่อรองรับแนวโน้มที่เปลี่ยนแปลง รวมทั้งในสถาบันการศึกษาและภายในบริษัทเอง

นอกจากนี้ บีโอไอจะจัดงานที่ Opportunity Thailand วันที่ 19 มีนาคม 2561 โดยปีนี้จัดภายใต้แนวคิด Thailand taking off เพื่อแสดงความพร้อมของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางธุรกิจของภูมิภาค รวมถึงให้นักลงทุนทราบถึงความคืบหน้าและผลจากการดำเนินงานตามนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล และเข้าใจจุดเปลี่ยนของช่วงของเศรษฐกิจประเทศไทย

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การจัดงาน Thailand taking off ถือเป็นงานที่แสดงถึงจุดเปลี่ยนสำคัญการลงทุนของประเทศไทยและเป็นจุดเริ่มการลงทุนรอบใหม่ หลังจากปีที่ผ่านมามีการปลดล็อคหลายเรื่องทั้งกฎหมายและเรื่องอื่น ๆ รวมถึงการทำสมาร์ทวีซ่า การจัดงานครั้งนี้จัดช่วงเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกปรับตัวดีขึ้น โดยธนาคารโลกประเมินว่าเศรษฐกิจโลกขยายตัวดีสุดในรอบ 10 ปี ขณะที่ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของภูมิภาค มั่นใจว่าการจัดทำร่างพระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. … หรือ ร่าง พ.ร.บ.อีอีซี จะผ่านการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ก่อนเดือนมีนาคมนี้ รวมถึงทีโออาร์ของรถไฟความเร็วสูงก็จะจัดทำเสร็จช่วงนี้เช่นกันขณะที่การพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาจะทำ market sounding ครั้งแรก ทั้งนี้ การกระชับความสัมพันธ์เป็นการปลดล็อคทั้งสหรัฐอเมริกาและยุโรป ถือเป็นช่วงที่เหมาะสมที่นักลงทุนจะสนใจเข้ามาลงทุนในประเทศไทยเพิ่มขึ้น จากปัจจุบันนักลงทุนที่เข้ามาในประเทศไทยเป็นนักลงทุนจากจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีเป็นสำคัญ

นางสาวดวงใจ อัศวจินตจิตร์ เลขาธิการบีโอไอ เปิดเผยว่า ปี 2561 บีโอไอตั้งเป้าหมายยอดขอรับส่งเสริมการลงทุน 720,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเป้าหมายปี 2560 ที่ตั้งไว้ 600,000 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 12 นับเป็นการตั้งเป้าหมายที่สูงขึ้นแล้วจากที่ปกติจะตั้งเป้าหมายเพิ่มขึ้นร้อยละ 5-10 สำหรับผลการดำเนินงานนปี 2560 มียอดนักลงทุนยื่นโครงการขอรับส่งเสริมการลงทุนสูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยมีโครงการยื่นขอรับส่งเสริมรวม 1,456 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 641,978 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 600,000 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นการยื่นขอลงทุนในพื้นที่อีอีซี 388 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 296,889 ล้านบาท ทั้งนี้ มูลค่าเงินลงทุนทั้งหมด 641,978 ล้านบาท เป็นการยื่นขอรับส่งเสริมใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายเป็นมูลค่า 392,141 ล้านบาท แบ่งเป็น 5 อุตสาหกรรมเป้าหมายเดิม 241,055 ล้านบาท และอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่หรือ new s Curve 151,087 ล้านบาท ส่วนปี 2561 มีแผนส่งเสริมการลงทุนเพื่อสานต่อนโยบายด้านเศรษฐกิจประเทศไทย 4.0 และผลักดันให้เกิดการลงทุนในพื้นที่อีอีซี

เลขาธิการบีโอไอ กล่าวเพิ่มเติมว่า บีโอไอยังคงมีแผนเดินสายชักจูงการลงทุนจากต่างประเทศและกำหนดประเทศเป้าหมาย เช่น ญี่ปุ่น จีน ฮ่องกง เกาหลีใต้ ยุโรป เป็นต้น เพื่อเผยแพร่นโยบายและรายละเอียดเกี่ยวกับมาตรการส่งเสริมการลงทุนของบีโอไอและรัฐบาล ในการเดินสายชักจูงการลงทุน ประกอบด้วยคณะชักจูงการลงทุนที่นำโดยนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีรวมไม่น้อยกว่า 5 ครั้ง และคณะชักจูงการลงทุนซึ่งนำโดยผู้บริหารบีโอไอกว่า 30 ครั้ง ในปีนี้บีโอไอจะร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อจัดกิจกรรมชักจูงการลงทุนในพื้นที่อีอีซี อีกไม่น้อยกว่า 15 ครั้ง โดยกำหนดกลุ่มเป้าหมายในการชักจูงการลงทุนในกลุ่มประเทศที่มีการลงทุนในไทยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสถิติขอรับส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ หรือ FDI ปี 2560 พบว่าอันดับ 1 โครงการลงทุนจากญี่ปุ่น มูลค่า 133,002 ล้านบาท อันดับ 2 สิงคโปร์ มูลค่า 40,366 ล้านบาท อันดับ 3 จีน 27,514 ล้านบาท อันดับ 4 สหรัฐอเมริกา 20,022 ล้านบาท และอันดับ 5 เนเธอร์แลนด์ 15,842 ล้านบาท