บทวิเคราะห์การเมือง » จับอาการสองพรรคใหญ่

จับอาการสองพรรคใหญ่

6 มกราคม 2018
3354   0

 

กรณี คสช.ไม่ยอมปลดล็อคการเมือง ฤา กลัวแพ้

อย่าลืมเป็นอันขาดว่า พลเอกประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะ คสช.ลั่นปากต่อนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา เมื่อครั้งได้รับเชิญให้ไปเยือนสหรัฐอเมริกา การไปหนนั้นดูเหมือนว่า จะไม่ได้รับเกียรติจากประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกาในฐานะชาติพันธมิตรยาวนาน ไม่ว่าจะกรณีใดทั้งสิ้น รวมทั้งการแสดงอากัปกิริยาไม่สนใจ ใส่ใจพลเอกประยุทธ์ ในการประชุมต่างๆ ด้วยการทำเป็นไม่ได้ยินบ้าง เมินเฉยบ้าง จนทำให้นายกรัฐมนตรีของประเทศไทย

กลายเป็นตัวตลกของหนังตะลุงที่ชาวปักษ์ใต้นิยมชื่นชม

อย่าลืมเป็นอันขาดว่า คำประกาศว่าจะเลือกตั้งในปี 2561 ทำให้พี่ใหญ่แห่งบูรพาพยัคฆ์ อย่างพลเอกประวิตร  วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมถึงออกอาการไม่พอใจและไม่ยอมรับการให้มีการเลือกตั้งในปี 2561 แต่อย่างใด

อย่าลืมเป็นอันขาดว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่เขียนออกมาเพื่อให้พรรคการเมืองใหญ่เกิดอาการเสียเปรียบในการเลือกตั้งรวมไปถึงการทยอยออกกฏหมายลูกทำให้มองเห็นว่า

การเมืองหลังเลือกตั้งที่จะมาถึง พรรคการเมืองขนาดใหญ่ ไม่มีโอกาสได้กินเปล่าทางการเมืองเหมือนกับที่เคยกวาดเก้าอี้มาในอดีต แย่งกันเป็นรัฐบาลระหว่างพรรคไทยรักไทยหรือพรรคพลังประชาชนหรือพรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาธิปัตย์

และกลายเป็นการปราชัยในสนามเลือกตั้งทุกครั้งของพรรคประชาธิปัตย์ หากไม่มีตัวช่วยยากต่อการเข้ามาเป็นแกนนำรัฐบาล

เช่นเดียวกันกับการปราชัยอย่างยับเยินในการเลือกตั้งหนล่าสุด ส่งผลให้บรรดาแกนนำของพรรคประชาธิปัตย์ แบ่งออกเป็นสองกลุ่ม

กลุ่มหนึ่ง ยังคงดำรงสถานะพรรคการเมืองด้วยการเคลื่อนไหวประสานกับอีก

กลุ่มหนึ่ง ที่ลาออกมาก่อตั้งกลุ่ม กปปส.จับนกหวีด คล้องสายธงชาติ ออกมาเป่านกหวีดขับไล่รัฐบาล

โดยมีคนประเมินกันว่า

หากสามารถเป่านกหวีดขับไล่นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นคงจะได้มีการจัดตั้งรัฐบาลและขึ้นมาเป็นแกนนำ

ถึงขั้นบุคคลระดับอดีตนายกรัฐมนตรีและระดับหัวหน้าพรรคอย่างนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะถึงขั้นลงทุนเป่านกหวีดเดินขบวนร่วมกับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ที่ยอมลาออกจากตำแหน่งเลขาธิการพรรคเพื่อมาเป่านกหวีดขับไล่

ร่วมกับแกนนำชาวสวนยางที่ออกมาเป่านกหวีดไล่ถึงขั้นแกนนำชาวสวนยางออกมาบอกโลกและสังคมว่า แม้นราคายางกิโลกรัมละหนึ่งบาทก็รับได้ หากไล่นางสาวยิ่งลักษณ์พ้นจากการเป็นนายกรัฐมนตรี

อย่าลืมเป็นอันขาดว่า ชาวปักษ์ใต้ในฐานะแกนนำและทุนของ กปปส.ออกมาเรียกร้องให้ทหารนำรถถังออกมายึดอำนาจการปกครองประเทศเพื่อ

ปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง

พร้อมเรียกร้องให้พลเอกประยุทธ์  จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบกในครั้งนั้นออกมายึดอำนาจการปกครองประเทศถึงขั้น

พลเอกประยุทธ์ สั่งห้ามจ่ายเงินค่าข้าวให้กับชาวบ้านที่เข้าร่วมโครงการประกันราคาข้าวหรือแทรกแซงราคาข้าวในราคาเกวียนละ  15,000  บาท ห้ามมิให้เอาเงินจากคลังออกมาจ่ายทุกอย่างที่รัฐบาลต้องการจะจ่ายเพื่อบีบรัฐบาลอีกทาง

จนกระทั่งนำมาสู่การยึดอำนาจการปกครองประเทศแบบง่ายดายด้วยการเชิญนักการเมืองที่ทรงพลานุภาพแห่งมันสมองฉลาดทั้งหลายเข้าห้องประชุมเพื่อถกและพูดคุยกันก่อนที่จะบอกว่า

ถ้างั้นจะยึดอำนาจการปกครองประเทศ

พร้อมๆกับมีทหารออกมาคุมนักการเมืองในระดับแกนนำพรรคการเมืองและกลุ่ม กปปส.และเสื้อแดงทั้งหมดเอาไว้

สิ้นสุดยุคของการเป่านกหวีดอย่างสิ้นเชิง

อย่าลืมเป็นอันขาดว่า กปปส.และบรรดาเกษตรกรในภาคใต้รวมไปถึงทุนการยึดอำนาจการปกครองทั้งหลายประกาศชัยชนะเหนือรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งพร้อมๆกับการประกาศให้

ทหารทำการปฏิรูปประเทศให้เรียบร้อยก่อนการเลือกตั้ง

น่าแปลกที่สุดที่วันดีคืนดี เกษตรกรชาวสวนยางพาราที่เคยประกาศว่า แม้นว่ายางราคากิโลกรัมละหนึ่งบาทก็ยินดี กลับออกมาโวยวายว่า ยางราคาสามกิโลร้อยบาทหรือสี่กิโลร้อยบาท ทั้งที่ชาวสวนยางในภาคอิสานและภาคเหนือไม่มีความรู้สึกว่าจะได้รับผลกระทบกระเทือนจากราคายางพาราตกต่ำเพราะไม่ฟุ่มเฟือย

แม้นว่าบรรดาแกนนำเกษตรกรชาวสวนยางพาราจะพยายามหาแนวร่วมจากภาคอิสานให้ออกมาเคลื่อนไหวกดดันแต่ไม่มีเจ้าของกิจการสวนยางพาราคนใดในภาคอิสานและภาคเหนือออกมาให้ความร่วมมือหรือส่งสัญญานไม่พอใจแต่อย่างใดแม้แต่คนเดียว

ท่ามกลางสถานการณ์ราคายางพาราตกต่ำ เกิดภาวะปาล์มน้ำมันตกต่ำจากที่เคยกักตุนน้ำมันปาล์มไว้ในสต็อคเพื่อขายทำกำไรในราคาขวดละ 42 บาทแต่วันนี้ราคากลับรูดลงมาเหลือน้ำมันพืชขวดละ 28-29 บาททยอยกันปรับลดราคาเพื่อล้างสต็อค ไม่มีชาวสวนปาล์มน้ำมันออกมาโวยวายหรือส่งสัญญานไม่พอใจแม้แต่คนเดียว

ตรงกันข้ามกลับกลายเป็น

นายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ที่เคยออกมาร่วมเดินขบวนคาบนกหวีดเป่าขับไล่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเป็นเดือดเป็นร้อนแทน ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลกำหนดวันเลือกตั้ง ออกมาเรียกร้องให้คนกันเองอย่างพลเอกประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช,ปลดล็อคทางการเมืองเพื่อให้พรรคประชาธิปัตย์ได้เคลื่อนไหวทางการเมืองได้ถึงขั้นมีคนที่เคยออกมาแสดงอาการพึงพอใจกับการยึดอำนาจออกมาเรียกร้องให้กำหนดวันเลือกตั้ง

ในเมื่อการปฏิรูปประเทศไม่แล้วเสร็จ

ไยจึงต้องเร่งรีบในการเลือกตั้ง

อีกสามปีเลือกตั้งยังไม่น่าจะสายในการเริ่มต้นประชาธิปไตยใหม่

หากว่า ฐานกฎหมายแน่น

อย่าลืมเป็นอันขาดว่า วันนี้เหล่าบรรดาพรรคการเมืองใหญ่สองพรรคเกิดอาการประหวั่นว่า เลือกตั้งเที่ยวนี้จะไม่ได้ตามเป้าเพราะพรรคการเมืองขนาดเล็กจะสามารถเข้าวินและคว้าเก้าอี้ในการเลือกตั้งได้มากกว่าและเป็นพรรคร่วมรัฐบาลเสียมากกว่า

ห้ามลืมเป็นอันขาดว่า การออกมาต้อนรับพลเอกประยุทธ์  จันทร์โอชาของเหล่าบรรดาเจ้าของพรรคชาติไทยในเมืองสุพรรณบุรีหนนั้น ส่งผลให้นายวีระศักดิ์  โคว้สุรัตน์ คนของพรรคชาติไทยก้าวเข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาที่เคยเป็นและเข้ามากำกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยที่เคยทำหน้าที่ประธานและโดนคนของ ททท.ใส่ชุดดำเพื่อประท้วงขับไล่

อันเป็นการชัดเจนว่า ในการเลือกตั้งหนหน้า พรรคชาติไทยจะต้องยกมือหนุนพลเอกประยุทธ์ กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกรอบ

อย่าลืมเป็นอันขาดว่า การที่รัฐบาลชุดปัจจุบันมีความเอื้ออาทรต่อตระกูลคุณปลื้มด้วยการปลดล็อคให้นายสมชาย คุณปลื้ม พักโทษส่งผลให้เจ้าของพรรคพลังชล ที่คาดว่าหนนี้จะกวาดเก้าอี้หมดทั้ง 7 ตัวในจังหวัดชลบุรีได้ใจถึงกับสงบปากสงบคำและเดินหน้าสร้างฐานเสียงการเมืองในสมัยหน้าทันควัน

อย่าลืมเป็นอันขาดว่า สามพี่น้องตระกูลสะสมทรัพย์ ไม่ว่า ไชยยศ ลูกเขยของนายอุเทน เตชะไพบูลย์  เผดิมชัย และไชยา ทั้งสามมีสถานะล้วนแล้วแต่เคยเป็นรัฐมนตรีมาแล้วทั้งสิ้น ในยุค คสช.เข้ามาบริหารประเทศ กลุ่มนี้จะโดนค้นบ้านบ่อยครั้งและทุกครั้งจะต้องเจออาวุธสงครามออกมาแถลงข่าวเสมอแต่แล้วจู่ๆเกิดมีภาพการเข้าเยี่ยมและถ่ายภาพหมู่กับคนในตระกูลสะสมทรัพย์ ของแกนนำรัฐบาลและ คสช. กลายเป็นประเด็นทางการเมืองขึ้นมาโดยทันควัน

ต้องไม่ลืมเป็นอันขาดว่า นายเนวิน ชิดชอบ เจ้าของพรรคภูมิใจไทยตัวจริง ประกาศยืนเคียงข้างและหนุนรัฐบาลพลเอกประยุทธ์  จันทร์โอชา เสมอมา จึงไม่แปลกที่ฐานการเมืองในบุรีรัมย์จะกลายเป็นฐานเสียงที่หนุนหลังพลเอกประยุทธ์  แม้นว่า สตง.จะเข้าไปตรวจ อบจ.บุรีรัมย์และออกข่าวอย่างไร แต่สถานการณ์ตรวจสอบของ ปปช.ยังคงนิ่งสงบไม่เคลื่อนไหวกระทั่งตั้งอนุไต่สวน

ย่อมชัดเจนแล้วว่า อย่างน้อยที่สุด สุพรรณบุรี 5 ที่นั่ง อุทัยธานี 1 ที่นั่ง อ่างทอง 2 ที่นั่งจะต้องเป็นของพรรคชาติไทย  ชลบุรี 7 ที่นั่งจะต้องเป็นของพรรคพลังชล อาจจะกินเลยเข้าไประยองอีกสองที่นั่งอีกต่างหาก ยิ่งการเข้าไปประสานไมตรีกับตระกูลสะสมทรัพย์ย่อมประกันได้ว่าจะต้องได้อีก 3 ที่นั่งจากนครปฐม ผนวกกับบุรีรัมย์อีกอย่างน้อย 5 ที่นั่ง สุรินทร์อีกอย่างน้อย 3 ที่นั่ง  อุบลราชธนีอย่างน้อย 2 ที่นั่ง และย่อมชัดเจนว่าจะต้องมีกลุ่มการเมืองของนายพินิจ  จารุสมบัติ และนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ที่จะต้องโหนกระแสตามมาอีกด้วยนั่นย่อมเท่ากับว่า

มีนักการเมืองที่จะต้องผ่านการเลือกตั้งอย่างน้อยที่สุด 60  คนอยู่ในกำมือแล้ว หากรวมพรรคเล็กพรรคน้อยที่ไปลงสมัครและพรรคประชารัฐที่ก่อตั้งขึ้นมา

ย่อมอาจจะทำให้การเมืองในสภามีมือยกหนุนมากกว่า 120  เสียงและเมื่อผนึกกับการแต่งตั้งวุฒิสมาชิกอีก 250 คนย่อมเท่ากับว่ามีพลังพอที่จะผลักดันและสนับสนุนรัฐบาล

จึงกลายเป็นเหตุให้พรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทยต้องดิ้นรนออกมาถึงขั้นออกข่าวว่า

จะจับมือกันจัดตั้งรัฐบาลสองพรรคเพื่อ

สู้กับพลเอกประยุทธ์  จันทร์โอชา

อย่าลืมเป็นอันขาดว่า ในปี 2561 กระแสการเมืองและกระแสกดดันรัฐบาลจะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และชัดเจนที่สุดว่า รัฐบาลจะต้องผลักดันให้ประชารัฐ ตลาดต้องชม ร้านหนูณิชย์ เป็นตัวนำร่องในการสร้างฐานคะแนนนิยมให้กับรัฐบาลแม้นว่าตลาดคลองผดุงของนายกรัฐมนตรีจะไม่มีคนเดินก็ตาม