จากสำนึกสู่ปากกา » กูคือสื่อมวลชน

กูคือสื่อมวลชน

5 มกราคม 2018
122   0

 

 

เมื่อ 40 ปีก่อน ตรงกับเดือนนี้ ผมขอเตี่ยแสง เหตระกูล เจ้าของหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ที่ผมประจำกองบรรณาธิการฝ่ายข่าวกีฬาและเขียนคอลัมน์ที่ใช้ชื่อจริงในข่าวกีฬา ออกไปรับราชการในจังหวัดเลย แต่เพราะคอลัมน์ของผม ติดตลาดและเดลินิวส์ซื้อตัวผมมาจากนิตยสารบ๊อกซิ่ง  เมื่อผมยื่นใบลาออก ทางโรงพิมพ์บอกกับผมว่า ให้ผมประจำกองบรรณาธิการเหมือนเดิมแต่ประจำในจังหวัดเลย ในฐานะผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดเลยแต่สังกัดกองบรรณาธิการ ได้เงินเดือนสามทางคือเงินเดือน เงินค่าคอลัมน์และเงินค่าข่าว

พร้อมกับมีบัตรประจำตัวผู้สื่อข่าวให้ผมติดกระเป๋าไปด้วย

ผมเป็นคนเกลียดการแสดงตัวให้คนเห็นและรู้จัก ให้รู้จักเพียงแค่ชื่ออย่างเดียวพอ เพราะหากมีคนรู้จักตัว เวลาออกไปทำข่าวเจาะหรือข่าวสืบสวนสอบสวน จะทำยาก ไม่มีใครพูดความจริงกับผม ไม่เคยพิมพ์นามบัตรและไม่เคยแสดงตัวนอกจากเวลาไปทำข่าวจะมีคนรู้จักกับผมสนิทจริงๆหรือสิบเวรประจำวัน กับแหล่งข่าวเท่านั้น

ผมนอนที่โรงแรมคิงส์อันเป็นโรงแรมประจำจังหวัดเลยที่ถือว่าดีที่สุดในยุคนั้น เพราะหาบ้านพักยังไม่ได้ ทุกค่ำผมกับเพื่อนจะลงไปทานอาหารในค๊อฟฟี่ซ๊อฟ เพราะสถานะอย่างผมมีเงินเดือนสองทาง เพียงพอต่อการทานข้าวจานละ 50 บาทในค๊อฟฟี่ซ็อฟได้อย่างไม่ลำบาก ในขณะที่ข้างนอกขายจานละ 20 บาท

ข้าวประจำชาติของผมนับแต่ตอนเรียนมหาวิทยาลัยก็คือ ข้าวผัดหมู ไข่เจียวโปะบน และทุกแห่งที่ผมไปจากวันที่เรียนมหาวิทยาลัยจนกระทั่งวันนี้ผมยังสั่งแม้กระทั่งไปกินอาหารในร้านอาหารไทยในต่างประเทศ ผมก็สั่งแบบนี้ จนลูกศิษย์เลียนแบบ

ในยุคนั้น ใครเป็นนักข่าวหนังสือพิมพ์ไทยรัฐและนักข่าวเดลินิวส์ ถือว่าใหญ่มาก มีอิทธิพลสูง แม้กระทั่งหนังสือพิมพ์ดาวสยามยังมีอิทธิพลสูงเลย

เพราะครูมวยสอนผมว่า  ให้อ่อนน้อมถ่อมตนและอย่าแสดงตัวกับใครว่าเราเรียนมวยไทย ต่อยมวยไทยเป็นเพราะเขาจะถือว่าอวดเบ่ง

ค่ำคืนนั้นนักข่าวไทยรัฐประจำจังหวัดเลย ที่มีกิจการหลักสีเทา นั่งกินเหล้าและเมาภายในค๊อฟฟี่ซ๊อฟและเจ้ากรรมเหลือเกินทั้งค๊อฟฟี่ซ๊อฟเหลือโต๊ะเดียวที่จะต้องผ่านนักข่าวขี้เมาคนนี้  ก่อนเดินผ่าน ผมพยายามลีบตัวจนกระทั่งไม่รู้จะลีบยังไง ปากผมก็พร่ำบอกทุกคนว่า ขอโทษน่ะครับ  ผมขอผ่านที

และบังเอิญกล้ามท้องของผมไปกระทบเอาเก้าอี้ของนักข่าวไทยรัฐคนนั้น เขาเกิดอาการเมากร่างโวยวายด่าพ่อล่อแม่ท้าตีท้าต่อยแถมเอาบัตรประจำตัวไทยรัฐออกมาฟาดบนโต๊ะ ประกาศก้องว่ากูเป็นนักข่าวไทยรัฐ กูจะเขียนข่าวสังคมด่ามึง ผมเป็นคนเกลียดคนทำตัวเป็นกระสือมวลชน เพราะผมชอบทำตัวเป็นสื่อเดินชนขุดคุ้ยทุจริตเสียมากกว่า ผมขอโทษและนับหนึ่งจนถึงสามสิบ ปกติต่อยมวยกรรมการนับแค่สิบ

ผมตัดสินใจควักบัตรประจำตัวหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ทิ้งทับบนบัตรประจำตัวไทยรัฐแล้วประกาศว่า

ก็คือเดลินิวส์ มึงข้องใจอะไร มีปัญหาถอดเสื้อไปใส่กับกูข้างนอก อย่าทำตัวกร่างนัก

เดี๋ยวกูจะขุดธุรกิจสีเทาของมึง ภายในคืนนี้ถ้าตำรวจไม่ทลาย กูจะพาดหัวหน้าหนึ่งว่า มึงทำ…..

ไม่น่าเชื่อว่า เขาหายเมาเป็นปลิดทิ้ง  ก้มลงกราบผมขอโทษและส่งคนมาเคลียร์ ในวันรุ่งขึ้นผมเดินไปถ่ายภาพกิจการสีเทาของเขาทันที  เขากลัวลนลานเพราะกลัวโดนไทยรัฐของป๊ะกำพล วัชรพลจะปลดออกจากการเป็นผู้สื่อข่าว

นั่นเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมประกาศตัวว่า

ก็คือสื่อมวลชน

ยุคที่ผมทำข่าวในจังหวัดเลย ผมเป็นผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ หนังสือพิมพ์พิมพ์ไทย หนังสือพิมพ์เสียงปวงชน บางข่าวผมขุดพาดหัวข่าวหน้าหนึ่งถึง 23 วันชนิดที่เจ้าของกิจการถึงขั้นล้มละลาย และไม่เคยมีปีไหนที่ผมไม่ได้ตำแหน่งผู้สื่อข่าวยอดเยี่ยม ค่าข่าวทุกสามเดือนที่ผมเข้าโรงพิมพ์ตระเวณเบิกจะได้ถึงสามหมื่นกว่าบาทเมื่อ 40 ปีก่อน

มีคนที่ถือกฏหมายบอกกับผมว่า ทำไมวันนักข่าวผมไม่จัดงาน ทำไมวันเกิดผมไม่จัดงาน ทำไมผมไม่ตั้งชมรมหรือสมาคมผู้สื่อข่าวทั้งที่ผมทำหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นเสียงเลยที่ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นหนังสือพิมพ์อธิปไตยอันเป็นหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นเล่มแรกของจังหวัด

ผมบอกว่า ผมเกลียดที่สุดสำหรับคนที่ชอบทำตัวเป็นขอทานในคราบสื่อมวลชน เที่ยวไปบอกใครต่อใครว่าวันนี้วันเกิด เที่ยวไปขอรับบริจาคคนนั้นคนนี้แม้กระทั่งขอไปท่องเที่ยวดูงานกับหน่วยงานราชการ

เมื่อครั้งที่ผมทำนิตยสารนวมทองรายสัปดาห์ ในปี 2524 พิมพ์สัปดาห์ละแปดพันเล่ม ขายได้ประมาณเจ็ดพันถึงเจ็ดพันห้าร้อยเล่ม ผมมีรายได้จากโฆษณารายการมวยและรายได้แทรกจากร้านอาหารบ้าง ภัตตาคารบ้างที่ผมไม่เคยเอาเงินสดนอกจากไปกินล้างหนี้ ผมมีรายได้เฉลี่ยเดือนละแปดพันบาทในขณะที่เงินเดือนแค่เดือนละสองพันสี่ร้อยบาท

วันหนึ่งโปรโมเตอร์คนหนึ่งตบนักวิจารณ์มวยของผม ผมถามว่าตบทำไม เขากำลังส่งผลมวยให้กับผม โปรโมเตอร์คนนั้นโวยวายว่าจ่ายผมเป็นรายเดือนพร้อมเปิดบัญชี พอผมรู้ว่าลูกน้องไม่ซื่อสัตย์ในวิชาชีพผมตัดสินใจยุบกิจการนิตยสารนวมทองทันที เพราะผมรังเกียจคนรีดไถและเกลียดคนทำตัวเป็นกระสือมวลชน…..ปีนี้เป็นปีที่  47 ของการเขียนหนังสือ…ผมไม่เคยบอกว่าวันเกิดของผมวันไหน เพราะผมอาย….