จากสำนึกสู่ปากกา » มุ่งเม็กซิโก….เดินทางสู่ชิวาวา

มุ่งเม็กซิโก….เดินทางสู่ชิวาวา

28 พฤศจิกายน 2017
25   0

 

 

สายของวัน เราออกเดินทางจากโรงแรม Villa Del Sol ในเมือง Juarez ผ่านเส้นทางทะเลสองข้างทาง ไม่มีใครยอมขับรถในยามค่ำคืนนอกจากคนขับรถบรรทุกเพราะเส้นทางเปลี่ยว โอกาสเกิดอุบัติเหตุและโดนปล้นมีสูง

ถนนถูกตัดตรงเป็นเส้นขนานสองข้างเพื่อป้องกันรถชนกัน

ผมนั่งที่นั่งตอนหลัง พยายามจะฝืนหลับแต่หลับไม่ลง มีปั้มน้ำมัน ร้าน OXXO อันเป็นร้านสะดวก ซื้อของเมืองในเส้นทาง มีร้านอาหารเล็กๆที่เป็นที่พักเตี้ย สำหรับให้คนผ่านทาง มาพักในยามค่ำคืน

อากาศที่นี่เย็นแห้งๆท่ามกลางแสงแดดจ้า วันนี้หลายแห่งกำลังถูกปลูกป่าจากเมื่อห้าปีก่อน ที่ผมผ่านตรงนี้เป็นทะเลทรายล้วนๆ จึงไม่ต้องไปถามว่ามีฝนตกไหมเพราะคนแถวนี้ไม่เคยเห็นฝนมานาน และจะมีหิมะตกในช่วงธันวาคมและมกราคมและกุมภาพันธ์หลังหิมะละลายน้ำจะไหลลงใต้ดิน

ระบบประปาของเม็กซิโกดีกว่าไทยมาก เพราะน้ำไม่ขุ่นเหลืองข้นดำและประปริบกระปรอยแบบเยี่ยวเด็ก

น้ำที่ผ่านการใช้แล้วจะนำไปบำบัดและนำมาใช้ในการรดน้ำต้นไม้ ใช้สำหรับส้วมและทำการเกษตรเพื่อปลูกป่าใหม่ที่ตรงกันข้ามกับไทยต้องการทำลายป่าเพื่อสร้างทะเลทรายหรือปลูกยางพาราให้ล้นโลกแล้วออกมาโวยวายเรียกร้องราคายางกิโลกรัมละ 120 บาทแต่วันนี้ 60 บาทก็เอา

มาติน่า พาผมผ่านมหาวิทยาลัยชิวาวาที่ขยายจนกว้างใหญ่ ภายใต้การส่งเสริมของภาครัฐ  ภูเขาที่เป็นทะเลทรายถูกก่อสร้างเป็นบ้านจัดสรรที่แบ่งเป็นย่านๆไป หากเป็นย่านผู้ดีราคาประมาณ สามล้านเม็กซิกันเปโซขึ้น หากล้านกว่าจะอยู่ในดงปกติ

บ้านที่นี่แม้นจะราคาแพงแต่สร้างแบบง่ายๆ  เทคานคอดินไม่ต้องตอกเสาเข็ม แต่ขุดลงไป จากนั้นเอาเหล็กขนาดสองหรือสามหุนมัดเพื่อทำเสา ตั้งเสาได้ก็ก่ออิฐ แล้วเทคานหล่ออีกรอบ หากจะสร้างชั้นสองก็สร้างต่อไป เพราะการก่อสร้างแบบง่ายๆ ทุกครั้งที่เกิดแผ่นดินไหวเราจึงพบโศกนาฏกรรมของอาคารบ้านเรือนพังเสียหายและทับร่างผู้คนตายเป็นเบือ

สำนักงานที่นี่จะใช้เหล็กตัวไอ สร้างและล็อคด้วยน็อตจากนั้นก่ออิฐ แล้วเอาปูนฉาบแบบหยาบๆเหมือนนักเรียนก่อสร้างรุ่นใหม่ทำ หลังคาสร้างด้วยเมทัลชีท  พออาศัยได้ ผมไม่เคยเห็นน้ำเสียไหลนองออกจากบ้านใครไปนองตามถนนเพราะน้ำเสียทั้งหมดจะเข้าสู่กระบวนการบำบัด

เราแวะพักโรงแรม Sicomoro วันนี้กลายเป็นใจกลางแหล่งท่องเที่ยวที่อดีตเมื่อห้าปีก่อนค่อนข้างจะ เปลี่ยวเพราะวันนี้มีบ่อนคาสิโนมาเปิดที่นี่ แต่หลายคนไม่เคยเข้า คนที่เข้าส่วนใหญ่จะเป็นหญิงและคนสูงอายุ เดินหน้ามุ่ยออกมาหลังหมดเงิน

ในช่วงปีสองปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจของที่นี่ตกต่ำ คนไม่ค่อยจะมีเงิน กระทั่งหมอที่รักษาคนยังไม่ค่อยจะมีเงินและมีรายได้แต่อย่างใดเพราะคนไร้เงิน

วันแรกของการเดินทางเข้ามาถึง ผมบอกกับลูกศิษย์มาติ๊น่าว่า  ขอทานอาหารจีนที่ขายในศูนย์อาหารของศูนย์การค้าติดกับโรงแรมดีกว่า เพราะราคาไม่แพง จากนั้นผมติดรถไปที่ค่ายมวย มาติ๊น่าบอกกับผมว่าให้พักผ่อน  ผมบอกว่าอยากจะดูการซ้อมของนักมวยและกลายเป็นว่า มีการโทรตามนักมวยทุกคนเดินทางมาที่ค่ายมวยเพื่อซ้อมให้ผมดูว่า จะต้องแก้ทางมวยอย่างไร คืนนั้นผมเริ่มต้นสอนเป็นวันแรก

ค่ำคืนของการนอนกลายเป็นประเด็นว่า ผมหลับสนิทจริงๆประมาณสามถึงสี่ชั่วโมงและตื่นราวตีสามกว่าทุกวัน โชคดีที่ได้การเล่นไลน์ เฟสบุ๊คส์และการคุยข้ามประเทศจากไทยนี่แหละที่พลอยจะทำให้ผม

ไม่เหงามากมายนัก

ห้องพักติดกับที่จอดรถ แต่รถยนต์ที่นี่พอจอดปุ๊บเขาก็ดับเครื่อง ไม่ติดเครื่องเอาไว้แบบในบ้านเรา และคนส่วนใหญ่มักจะออกมานั่งตามร้านอาหารในโรงแรมนัดคุยกัน

คนเม็กซิกันจะทานอาหารเยอะ หลายมื้อต่อวันไม่น้อยกว่าวันละ 6 มื้อและสูงสุดบางคนวันละ 8 มื้อเขาจึงไม่กินเยอะ กินไปคุยกันไปเฮฮากันไป

จึงไม่ค่อยจะแปลกใจอะไรนัก หากสาวเม็กซิกันจะก้นโตเพราะนั่งเยอะ จะอ้วนเพราะกินของมันๆ              ผมวุ่นวายกับพนักงานของโรงแรมในวันแรกเพราะเขาตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศไว้ที่ 25 องศา แต่ห้องผมติดกับแดดส่งจนร้อนอบอ้าว กว่าจะแก้ไขได้ เหนื่อยแทบตาย

ไม่มีผ้าเช็ดตัว ผมร้อนและเหนียวตัวอยากจะอาบน้ำกว่าจะคุยกันรู้เรื่องเล่นเอาหืดขึ้นคอ

รอบแรกผมบอกไม่มีผ้าเช็ดตัว เขาส่งช่างเข้ามาจะซ่อมประปา ผมเลยหยิบผ้าเช็ดตีนในห้องน้ำขึ้นมาให้ดู ช่างพยักหน้าจากนั้นหายไป  ผมเดินไปที่เคาน์เตอร์อีก บอกกับเขาว่าอยากจะได้ผ้าเช็ดตัว กว่าจะได้เล่นเอาหืดขึ้นคอ

ค่ำคืนแรก ผมซักกางเกงใน ถุงเท้า เสื้อยืดที่ใส่มาสองตัว กางเกงในสองตัว และถุงเท้าหนึ่งคู่

ผมแขวนทั้งหมดไว้ในห้องน้ำรอจนกระทั่งผ้าแห้งหมาดจึงเอามาไว้ในตู้เสื้อผ้าและเปิดประตูตู้เอาไว้เพื่อให้มันแห้งและมันจะแห้งแบบวันต่อวัน

ผมมาทุกครั้งจะไม่เน้นขนเสื้อผ้ามาเพราะถือว่ามาซักที่นี่เพียงแค่ซื้อไม้แขวนเสื้อมาจากไทยและส่วนใหญ่จะขนกางเกงมวยและตำรามวยไทยมาขาย อย่างน้อยพอจะได้ค่าเหนื่อยกลับไปบ้าง