ข่าวเศรษฐกิจ » พาณิชย์ดึง WEF เสริมจุดแข็งแก้จุดอ่อนธุรกิจ

พาณิชย์ดึง WEF เสริมจุดแข็งแก้จุดอ่อนธุรกิจ

14 พฤศจิกายน 2017
10   0


พาณิชย์ดึง WEF เสริมจุดแข็งแก้จุดอ่อน หวังดันอันดับขีดแข่งขันของไทยเพิ่มขึ้น พร้อมเชิญบิ๊กธุรกิจและภาคส่วนต่าง ๆ ร่วมวางกรอบขับเคลื่อนประเทศ

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าการจัดการประชุม Competitiveness and Inclusive Growth : Navigating towards Thailand 4.0 ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และ World Economic Forum (WEF) จะร่วมกันจัดวันที่ 20 พฤศจิกายน 2560 โรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพฯ ว่า จะเป็นการหารือระหว่างผู้แทนจากหลายกลุ่มเกี่ยวกับประเด็นสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการในการพัฒนาขีดความสามารถทางการแข่งขันของไทย เพื่อวางรากฐานการพัฒนาประเทศในอนาคต หลังจากปี 2560 WEF ได้จัดอันดับความแข่งขันของไทยเป็นลำดับที่ 32 โดยเป็นการเพิ่มขึ้น 2 อันดับจากเดิมที่ 34

ทั้งนี้ ในระยะยาว WEF มองว่าไทยยังมีจุดอ่อนที่ต้องเร่งปรับปรุงหลายด้าน ซึ่งการจัดประชุมของ WEF ครั้งนี้จะนำเสนอประเด็นที่เห็นว่าไทยควรเดินหน้าพัฒนาเร็วขึ้น ได้แก่ การพัฒนาด้านสถาบันเพื่อให้มีธรรมาภิบาล การปรับลดกฎระเบียบเพื่อสร้างความมีประสิทธิภาพของตลาดและสินค้า การสร้างความพร้อมทางเทคโนโลยี การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการสร้างนวัตกรรม และการพัฒนาการศึกษาและทักษะ โดยทาง WEF ส่งผู้เชี่ยวชาญมานำเสนอประเด็นเหล่านี้อย่างลึกและตรงไปตรงมา และจะเสนอให้ไทยให้ความสำคัญกับการมีนโยบายเศรษฐกิจแบบมีส่วนร่วม เพื่อลดความเหลื่อมล้ำระยะยาว

อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์จะดึง CEO ของบริษัทชั้นนำ เช่น ปตท. ไทยเบฟ ซีพี ธนาคารกรุงเทพ ซึ่งเป็นสมาชิกของ WEF มาร่วมเป็นผู้อภิปราย พร้อมกับตัวแทนจาก Oxfam UNDP ESCAP ธนาคารโลก บริษัทที่ปรึกษาชั้นนำระหว่างประเทศ เช่น PwC และยังมีผู้แทนจากกลุ่มเทคสตาร์ทอัพ กลุ่มเกษตรกรออร์แกนิค บริษัทขนาดกลางที่เป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี SME และหอการค้าต่างประเทศในไทย เข้าร่วมการระดมสมองครั้งนี้ โดยมีเป้าหมายหาแนวทางนโยบายให้ภาครัฐและภาคเอกชน ในการปฏิรูปเศรษฐกิจไทย ให้รองรับกับความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นในโลกอย่างรวดเร็ว ดังนั้น การจัดงานของ WEF เรื่องความสามารถในการแข่งขันของไทยครั้งนี้จะช่วยเสริมการจัดทำแผนปฏิรูปของไทย โดยรัฐบาลให้ความสำคัญอย่างมาก และเชื่อว่าจะได้ความคิดและข้อเสนอแนะที่เป็นรูปธรรมและนำไปใช้ในการกำหนดนโยบายและมาตรการทางเศรษฐกิจของประเทศกันต่อไป