จากสำนึกสู่ปากกา » บ้านเรือนไทย

บ้านเรือนไทย

11 พฤศจิกายน 2017
14   0

 

 

เมื่อตอนผมเรียนในระดับปริญญาตรี  ที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ บางแสน รุ่นพี่ชวนผมไปเที่ยวที่บ้านจังหวัดอ่างทอง ผมถามว่า ไปยังไง เขาบอกว่า นั่งรถโดยสารประจำทางไป ไปไหม ไปนอนค้างสักสองคืน

ด้วยความไม่รู้เลยว่า ประเทศไทยอยู่ตรงไหนบ้าง จึงตอบตกลง ในวันหยุดเสาร์และอาทิตย์ เราเดินทางออกจากตลาดหนองมน มายืนรอรถปรับอากาศจากศรีราชาเข้าไปยังขนส่งเอกมัย ด้วยค่าโดยสารสำหรับนิสิตคิด 13  บาท  จากนั้นนั่งรถเมล์จากขนส่งเอกมัยไปยังหมอชิต และนั่งรถสายกรุงเทพ-อ่างทอง ไปลงยังจังหวัดอ่างทองแล้วนั่งรถสองแถวเข้าไปอีก

บ้านหลังนั้นตั้งกลางทุ่งนา  เป็นบ้านเรือนไทยยกพื้นชั้นล่างสูง  ทุกคนอาศัยกินอยู่หลับนอนข้างบนบ้าน ไม่มีใครลงไปจากชั้นบนบ้าน แบ่งเป็นหลังๆ สองหรือสามหลังผมจำไม่ได้แล้ว และมีเรือนชานเป็นลานไม้ตรงกลางและหน้าบ้าน

เวลาขึ้นและลงจากบ้านจะต้องปีนบันไดลงไป

ผมถามว่า ทำไมจะต้องสร้างบ้านสูง

พี่บอกกับผมว่า เพราะเวลาหน้าฝน หน้าน้ำหลาก น้ำจะท่วมบริเวณชั้นล่าง  เราอยู่ชั้นบนไม่เดือดร้อน ชั้นล่างจะมีบ่อน้ำ ไว้สำหรับเครื่องสูบน้ำจะทำการสูบขึ้นมา ไม่มีถังสแตนเลสและถังปูนข้างบน นอกจากเป็นโอ่งขนาดใหญ่ที่ปั้นด้วยปูน เรียงรายกันอยู่ข้างบนบ้านที่เป็นไม้

ตรงหลังคาทรงไทย จะมีรางน้ำฝน ต่อเข้ากับไหน้ำและจะมีสายยางที่สวมเข้าไปกับรางน้ำฝน เพื่อต่อไปยังไหอื่นๆ

เวลาฝนตก เจ้าของบ้าน จะกางร่มออกมา ดึงท่อออกจากไหก่อน และปากของท่อที่ต่อจากรางบนหลังคา จะมีตระแกรงกั้นเอาไว้ และมีผ้าขาวรองซับเอาไว้อีกที  หลังจากฝนตกทุกครั้ง เขาจะถอดผ้าขาวออกมาซัก และเอาตะแกรงออกมาทำความสะอาด เพื่อมิให้สิ่งสกปรกใบไม้ กิ่งใบและเศษฝุ่นที่ลงมาจากหลังคา ค้างอยู่

ชาวบ้านในยุคนั้น จะใช้เตาถ่าน โดยจะออกจากบ้านไปเก็บกิ่งไม้ ตอไม้ และต้นไม้ที่โค่นล้มเอง และปล่อยแห้งตามธรรมชาติขึ้นมา ใช้ขวานบ้าง มีดพร้าบ้าง มาสับเป็นท่อนๆเพื่อไว้ใช้เป็นฟืนในการต้มน้ำ หุงข้าวและทำกับข้าว กาต้มน้ำ หม้อสำหรับทำแกงและกระทะตรงก้นจะดำสนิท  ดำจนเขาเอามาเปรียบเทียบกับผู้หญิงที่แต่งงานมีผัวมีครอบครัว ถึงขั้นว่า บางคนอยู่ไม่ทันก้นหม้อดำก็เลิกกันเสียแล้ว

หลังจากเรียนจบ ผมได้ไปนอนโฮมสเตย์ในย่านสุพรรณบุรีเป็นบ้านเรือนไทย ในยามหน้าน้ำหลาก

ฝนจะตกหนักและน้ำจะไหลท่วมแม่น้ำที่ไหลผ่านข้างบ้าน น้ำจากแม่น้ำเอ่อขึ้นมาท่วม บ้านเรือนไทยในวันนี้จำนวนไม่น้อยจะเทพื้นชั้นล่างเพื่อไว้พักอาศัยและบางบ้านถึงขั้นกั้นห้องนอนเอาไว้ชั้นล่าง

วันนี้เมื่อยามน้ำหลาก คนต้องขนของ ยกสิ่งของขึ้นไปไว้ข้างบนบ้านอันเป็นที่สูง

นับวันประเทศไทยไร้ป่า ไร้รากต้นไม้ใหญ่โอบอุ้มน้ำ เมื่อฝนตกหนักทั้งวันทั้งคืน น้ำไม่รู้จะไหลไปไหนก็ไหลเข้ามาท่วมบ้านท่วมเรือนและหากติดป่าและติดเทือกเขาจะถูกเรียกว่าน้ำป่าที่ไหลลงมาอย่างรวดเร็ว วันหรือสองวันก็จะแห้งสนิทปล่อยคราบโคลนเอาไว้ให้ล้าง ขัดทำความสะอาด

ผมไปช่วยชาวบ้านแถวอำเภอบางบาล พระนครศรีอยุธยา  ผมเห็นแต่ละบ้าน ดีดบ้านสูงจากพื้นราบไปประมาณสามเมตรหรือบางบ้านสี่เมตร ผมถามว่า ทำไมต้องสร้างสูง เขาบอกว่า วันนี้หน้าน้ำ  การบริหารจัดการน้ำไม่ค่อยจะเป็น เอาใจนักการเมืองและคนใหญ่คนโตในบ้านในเมืองมากจนเกินไป แทนที่จะปล่อยไปตามธรรมชาติ เที่ยวเก็บกักน้ำจนกระทั่งขังเป็นเวลาสี่ห้าเดือนไปไหนมาไหนลำบาก ต้นไม้ต้องปลูกชนิดที่ให้ผลเร็วและตายง่ายเพื่อปลูกง่ายต่อไป

ผมออกไปตามบ้านนอกไม่ว่าจะเป็นอยุธยา อ่างทอง นครสวรรค์ ชัยนาท สิงห์บุรี สุพรรณบุรี  วันนี้คนสร้างบ้านจัดสรร ลืมคิดไปว่า รุ่นบรรพชนปู่ย่าตาทวด เขาจะสร้างบ้านเรือนไทยสูง แต่รุ่นนี้ไปซื้อที่นาที่เคยเป็นสถานที่กักเก็บน้ำ ไปซื้อดินจากท้องนามาถม และดินจากท้องนาคือขี้เลนจากดินเหนียวดีๆนี่เอง พอเอามาถม ตอกเสาเข็มแบบหกเหลี่ยมมีรูตรงกลางเพราะสร้างบ้านชั้นเดียวขาย ราคาได้ไม่แพง คนจะได้แห่กันมาซื้อ หมดไวๆ

พอคนแห่เข้ามาซื้อ ถึงยามหน้าน้ำ น้ำท่วมขังและขังสูงไปถึงสองเมตรทั้งที่หากบริหารจัดการน้ำดี ไม่ต้องท่วมนานหลายเดือนอย่างในปัจจุบัน

คนที่ซื้อบ้านจัดสรรชั้นเดียว ข้าวของเสียหายจากน้ำท่วมในแต่ละปี หากพอจะมีฐานะการเงินบ้างก็ติดประกาศขายราคาถูก แล้วย้ายไปซื้อที่อยู่สูงๆ แต่หากไม่มีเงินก็จำยอมที่จะต้องอยู่ต่อไป

ผมนั่งมองภาพน้ำท่วมบ้านจนมิดหลังคาของคนบ้านนอก และเป็นคนบ้านนอกที่ไม่เคยเรียนรู้บทเรียนจากปู่ย่าตายายรุ่นเก่าก่อนมา รู้อย่างดีว่าน้ำท่วมแต่ละปีแค่ไหน ควรที่จะสร้างบ้านสูงจากระดับที่น้ำเคยท่วมแค่ไหนควรจะต้องรู้และควรจะต้องรับทราบ

เราลืมอดีต เราหลงปัจจุบัน เรามองไปอนาคตจนกระทั่งลืมทุกอย่าง

เหมือนกับบ้านจัดสรรและอาคารพาณิชย์ในภูเก็ต สร้างต่ำกว่าพื้นถนนบ้าง เสมอกับพื้นถนนบ้าง พอฝนตกหนัก น้ำไหลไม่ทัน ก็ไหลเข้าท่วมบ้าน คนที่ไปซื้อก็กระไร แทนที่จะเลือกทำเลกลับไม่เลือก ก็ต้องยอมรับสภาพกันไป น้ำท่วมหนไหน ก็ออกกำลังกายขนย้ายสิ่งของขึ้นไปหลบในที่ปลอดภัย

ถือว่าเป็นการออกกำลังกายในยามที่จำเป็นต้องออกกำลังกายแล้วกัน