จากสำนึกสู่ปากกา » ท่องเที่ยวชุมชน….ทางรอดของประเทศไทย (8)

ท่องเที่ยวชุมชน….ทางรอดของประเทศไทย (8)

9 พฤศจิกายน 2017
17   0

 

 

วันนี้ประเทศไทยพัฒนาการท่องเที่ยวชุมชนแบบข้าราชการโดยแท้จริง นั่นคือ

การที่คนรับคำสั่งมาถือปฏิบัติจะต้องยืนเอามือกุมเป้ากางเกงเพื่อรับนโยบายมาปฏิบัติ

โดย

ห้ามเถียง ห้ามแย้ง ห้ามนำเสนออะไรที่ขัดใจผู้บริหารระดับกระทรวงและระดับประเทศ

ทางรอดของประเทศไทยวันนี้ที่จะหลงเหลือเป็นฟ้างเส้นสุดท้ายสำหรับชาวบ้านก็คือ

การพัฒนาชุมชนให้เป็น

แหล่งท่องเที่ยวชุมชน

พัฒนาความคิดแนวคิดของชาวบ้านให้ส่งเสริมอาหารพื้นบ้าน ส่งเสริมสินค้าที่เป็นของฝากของที่ระลึก ส่งเสริมการปรับปรุงห้องน้ำให้สะอาด ส่งเสริมการเดินทางสัญจรภายในพื้นที่ให้สะดวก ส่งเสริมการสร้างความรู้ความเข้าใจ ส่งเสริมด้านความปลอดภัย

ในห้วงระยะของการเข้าไปพัฒนาท่องเที่ยวชุมชน ผมยังมองไปว่า หากเราเอาค่ายมวยไทยเข้าไปตั้งหนึ่งท่องเที่ยวชุมชน หนึ่งค่ายมวยไทย คัดเอาเด็กในชุมชมที่มีแววมาเรียนมาซ้อมและมาต่อย นานเข้าคนต่างชาติจะหลั่งไหลเข้ามาสู่ชุมชนและกลายเป็นแหล่งสร้างฐานรายได้ให้ชาวบ้านตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงแบบยั่งยืน

หาใช่นโยบายแบบที่รัฐมนตรีแถลงเช้าวันนี้ เดือนหน้าลืมแล้วและหากไปไล่ดูข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์กับผลงานที่ปรากฏออกมาหลังจากบอกว่าจะทำโครงการนั่นนี่โน่น ไม่ต้องดูอื่นไกลแค่กลุ่มจังหวัดอันดามัน วันนี้การพัฒนาท่องเที่ยวไปถึงไหน

นอกจากจะวิ่งเต้นเป็นข้าราชการระดับอำนวยการสูงหรือ ซี 9

ในยุคที่ผมเข้าไปพัฒนา ผมพยายามจะแนะนำและเปิดมาตรา 51 แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2551 ที่เรากำหนดหลักเกณฑ์ออกมาเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา หลังจากดึงเรื่องเอาไว้ถึงสิบปี

เรากำหนดหลักเกณฑ์ว่าจะต้องมีห้องน้ำที่สะอาดถูกสุขอนามัย

เรากำหนดหลักเกณฑ์ว่าต้องปลอดภัย

เรากำหนดหลักเกณฑ์ว่าต้องมีเส้นทางจักรยาน

เรากำหนดหลักเกณฑ์ว่าจะต้องมีการประชาสัมพันธ์

เมื่อกฎหมายกำหนดให้กรมการท่องเที่ยวเป็นหน่วยงานหลักในการพัฒนา ในขณะที่อีกกองหนึ่งพัฒนาหลักเกณฑ์ออกมา อีกกองจะต้องจัดสรรงบประมาณไปหนุนเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมการทำแผ่นพับ เสื้อชูชีพ จักรยาน ป้ายบอกเส้นทาง ป้ายบอกแหล่งท่องเที่ยว ป้ายบอกเส้นทางท่องเที่ยวโดยจักรยาน

แผ่นพับจะต้องรวมเนื้อหาสาระทั้งหมดทั้งมวลไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารในละแวกท่องเที่ยวชุมชนที่คนมากินกันมากพร้อมเบอร์โทรศัพท์ สถานที่ท่องเที่ยวเช่นวัดวาอาราม แหล่งซื้อหาสินค้าที่ระลึก

ผมเน้นในเรื่องเหล่านี้โดยอาศัยจากประสบการณ์ในการเดินทาง ประสบการณ์จากเพื่อนพ้องน้องพี่สื่อมวลชนที่สะท้อนออกมา ประสบการณ์จากการตำหนิของนักท่องเที่ยวทั้งที่เป็นคนไทยและคนต่างประเทศ

ผมเดินทางไปสัมผัสท่องเที่ยวชุมชนด้วยตัวเองในห้วงระยะเวลา 7 เดือนเพื่อร่วมแนะนำให้มีการพัฒนาและซ่อมแซมห้องน้ำให้กลับมารองรับนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามาในชุมชน

พยายามส่งเสริมและผลักดันจักรยานให้เขาปั่นไปยังเป้าหมายภายใต้แนวคิดที่ว่าเมื่อเขาปั่นจักรยานเหนื่อยและหิวน้ำ เขาจะแวะรายทางเพื่อซื้อน้ำดื่ม เพื่อแวะทานอาหารและของกินเล่นในระหว่างทางรวมไปถึงแวะซื้อของฝากของกินให้กับผู้คนทั่วไป โดยเฉพาะชุมชมที่เคยเป็นตลาดเก่าหรือชุมชนที่อยู่ห่างไกล

ผมจะเน้นชุมชนที่มีที่พักที่เป็นโฮมสเตย์ที่ได้รับมาตรฐานโฮมสเตย์ไทยแต่ไม่เคยเข้าไปใส่ใจ สนใจดูแลและส่งเสริมปล่อยให้โฮมสเตย์เหล่านี้เหี่ยวเฉาตาย

วันนี้ผมพยายามจะบอกท่องเที่ยวชุมชนให้ปรับเปลี่ยนแนวทางพัฒนาโฮมสเตย์เพื่อความอยู่รอด พัฒนาแนวคิดด้านการท่องเที่ยวชุมชนเพื่อความอยู่รอด

ข้าราชการจำนวนไม่น้อยพัฒนาท่องเที่ยวชุมชนเพียงแค่สนองความต้องการของรัฐมนตรีและปลัดกระทรวง โดยไม่มองลงลึกซึ้งถึงความจริงของชุมชนนอกเสียจากการไปยืนหน้าแฉล้มในการส่งมอบ โดยไร้กึ๋นในการแนะนำการพัฒนาการท่องเที่ยวชุมชนในรูปแบบของการสื่อสารการตลาด

แต่อย่างใด

เส้นทางการท่องเที่ยวชุมชนของชาติจะพังเพราะผู้บริหารในรัฐบาลนี้

ในรัฐบาลที่เพียงแค่การเข้าไปตัดริบบิ้น แถลงข่าวแล้วขึ้นเครื่องบินไปที่อื่นต่อ หรือเดินดูแบบเสียไม่ได้ตามมารยาทแล้วก็สะบัดก้นไป โดยมีผู้บริหารสนองแนวคิดที่ว่ารัฐมนตรีชอบต้องเอาแบบนั้นแบบนี้แต่เวลาพังขึ้นมาก็

หาเจ้าหน้าที่ตัวกระจ้อยร่อยมาสอบสวนเพื่อเอาผิดทางวินัย

เราพัฒนาการท่องเที่ยวชุมชนของชาติแบบคนตาบอดที่คลำช้างไปเรื่อยๆ