จากสำนึกสู่ปากกา » ท่องเที่ยวชุมชน….ทางรอดของประเทศไทย (4)

ท่องเที่ยวชุมชน….ทางรอดของประเทศไทย (4)

5 พฤศจิกายน 2017
16   0

 

เราท่านทั้งหลายจะต้องเข้าใจตรงกันประการหนึ่งว่า

นักท่องเที่ยวต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยวจีน ญี่ปุ่น เกาหลี หรือจะเป็นนักท่องเที่ยวผมสีทองทั้งหลาย ประการหลักสำคัญของการเดินทางท่องเที่ยวในบ้านเมืองของเรานั้น

ความเก่าแก่ของพื้นที่ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ ทางศาสนา เป็นส่วนหนึ่งของการมาเยือนแต่ไม่ถึงกับใช้เวลาอย่างลึกซึ้งในการมาดูอย่างมาก

หากเป็นนักท่องเที่ยวที่มาจากเทือกเขาและดินแดนที่หาน้ำทะเลอาบยาก เขาจะพึงใจกับการได้ลงสัมผัสกับน้ำทะเล การได้ลงเรือสัมผัสกับธรรมชาติที่สวยงามและอยากจะให้เห็นภาพที่เขาได้เจอจากรูปภาพถ่ายที่นำเสนออย่างเร้าใจให้เขาตัดสินใจจ่ายเงินซื้อตั๋วเครื่องบินหรือขับรถมา

เขาอยากที่จะลิ้มรสอาหารพื้นเมืองและพื้นบ้านมากกว่าอาหารที่เขากินอย่างจำเจ

เขาต้องการซื้อของกินกลับไปในสถานะที่เขาสามารถเอากลับไปบ้านได้หรือกินอย่างหนำใจและสะใจเพื่อเขากลับไปบอกเล่าเรื่องราวของรสชาติอาหารได้

ท่องเที่ยวชุมชนจึงกลายเป็นสถานที่ที่คนประเภทสะพายเป้ต้องการมาเที่ยว เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่คนประเภทครอบครัวและตีตั๋วหรือขับรถมาเองอยากจะมา

เมื่อเขาเข้ามาแล้ว เขาจะเสพอะไรได้ ? มีอะไรให้เขาเสพบ้าง ?

แน่นอนที่สุด หากเราพิจารณาจากการรังสรรค์สร้างแนวคิดโฮมสเตย์ที่กำหนดในมาตรฐานโฮมสเตย์ไทยในปัจจุบัน เราจะต้องถามว่า สิ่งที่ผ่านมาในอดีตของแต่ละโฮมสเตย์ในแหล่งท่องเที่ยวประสบความสำเร็จไหม

เข้าไปบางบ้าน ผู้มาเยือนในฐานะนักท่องเที่ยวจะต้องแย่งห้องน้ำกับเจ้าของบ้านทั้งหลาย ไม่มีสัดส่วนในการเข้าพำนักและความเป็นกันเองแทบจะหายากในสังคมตรงนั้นเพราะอะไร

เพราะการไม่กำหนดสัดส่วนของสถานที่ที่ควรจะเป็นในบ้านของชาวบ้านที่เอามาทำเป็นโฮมสเตย์นั่นเอง

บางแห่งเข้าไปเหม็นเยี่ยวแมวและขี้หมาแถมตามด้วยเยี่ยวหมาอีกต่างหาก

บางแห่งเข้าไปพื้นที่สกปรก เละไปด้วยขี้ไก่ และขี้โคลนเลนในเส้นทางเดิน

แถมบางแห่งเข้าไปชาวบ้านไม่ค่อยจะเป็นมิตร ถือว่า บ้านใครบ้านมัน เราไม่มีรายได้ เราไม่มีผลประโยชน์ร่วม เราจะไม่ร่วมเสวนาและคบค้าด้วย จึงทำให้แหล่งท่องเที่ยวไร้มนต์ขลัง โฮมสเตย์หมดมนต์ตรา

ร้านอาหารการกิน ร้านขายของฝากของกินสำหรับเอากลับไป ร้านขายของที่ระลึก หรือกระทั่งผลไม้และผักต่างๆและที่แปรรูปแล้วก็ตาม ล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัยให้คนที่มาเยือน อยากจะนำกลับไปเพื่อแจกจ่ายเพื่อนพ้องน้องพี่และญาติที่คบหา

และต้องการเอาความประทับใจที่ไปเจอกลับไปบอกต่อและบอกกันต่อๆ

จักรยานจึงมีบทบาทสำคัญในแหล่งท่องเที่ยวชุมชนตามชนบท

ผมพยายามลงไปสัมผัสกับแต่ละพื้นที่ในการขอเงินจากงบอุดหนุนเพื่อไปพัฒนา

จำนวนไม่น้อยของคนที่ขอ ต้องการเอาเงินหลวงไปกิน ไปเที่ยว ในคราบของการไปดูงาน แต่จนแล้วจนรอดดูงานไปหลายปี ไม่เคยเห็นพื้นที่พัฒนาให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวชุมชนสักที

ทั้งที่มีศักยภาพซ่อนตัวเองอยู่ในชุมชนแต่ไม่ได้ขุดคุ้ยเอาออกมาขัดเกลาล้างและปั้นให้กลายเป็น

แหล่งท่องเที่ยวชุมชนเกิดใหม่

หลายแห่งที่ผมไปสัมผัส ต้องทะเลาะเบาะแว้งและถกเถียงกับชาวบ้านเรื่องการไปดูงาน เรื่องการเอาเงินไปอบรมแบบไม่เข้าท่า

บางแห่งบอกว่าจะเอางบไปอบรมเพลงพื้นบ้าน อบรมการทำอาหารว่างพื้นบ้าน อบรมการทำอาหารพื้นบ้าน แต่แล้วกลายเป็นว่า จัดอบรมแล้วทำของว่างและอาหารเลี้ยง โดยยังมีเงินเหลือจากการจัดอีกต่างหาก

กลายเป็นจัดแล้วรวยและกำไร เห็นแก่เงินเล็กๆน้อยๆจนกระทั่งลืมคิดไปว่า

อนาคตลูกหลานจะยืนอย่างไร

หลายคนหัวใสสถาปนาตัวเองเป็นประธานกลุ่ม เอาชาวบ้านเข้ามาร่วม พอมีงบมาที จ่ายเบี้ยเลี้ยงให้ชาวบ้านที่เข้ามาเป็นสมาชิกทำกันที และเงินเหลือส่วนต่างและสิ่งของต่างๆลงในบ้านของตัวเองในฐานะประธานทั้งที่ควรจะเป็นศูนย์กลางแต่กลับกลายเป็นว่า

พัฒนาบ้านและที่นอนตัวเองเป็นหลักไป ก็ยังมี

แต่นั่นไม่ใช่เหมารวมไปทั้งหมด บางแห่งใช้เนื้อที่ภายในบริเวณบ้านของตัวเองทำเป็นศูนย์กลาง โดยมีการระดมชาวบ้านที่เป็นสมาชิกเข้ามาช่วยเหลือเกื้อกูลกัน และแบ่งสันปันส่วนในส่วนที่คิดว่าตัวเองจะต้องแบ่งให้อย่างเป็นธรรมและชอบธรรม

ชุมชนนั้นจะเกิดและค่อยๆเติบโตไปแบบมีความมั่นคง มีความยั่งยืน และก้าวหน้าต่อไปเรื่อยๆ

ในระยะเวลา 7 เดือนของการทำหน้าที่ดูแล ผมทุ่มเทเวลาส่วนตัวลงพื้นที่ทั้งในระบบและนอกระบบ คำว่านอกระบบคือผมใช้เงินส่วนตัว รถยนต์ส่วนตัว เติมน้ำมันเอง ลงพื้นที่ไปสัมผัส และแนะนำไปในสภาพของการไปแบบเงียบๆ เห็นของจริงเพื่อจะได้ให้เขาพัฒนาแทนการเตรียมการทุกอย่างต้อนรับ