จากสำนึกสู่ปากกา » ท่องเที่ยวชุมชน….ทางรอดของประเทศไทย (3)

ท่องเที่ยวชุมชน….ทางรอดของประเทศไทย (3)

5 พฤศจิกายน 2017
23   0

 

เพราะ Community Mall ของแคนาดา ที่ผมเจอในเมือง Calgary และในระยะต่อมาผมไปอีกรอบข้ามไปจัดสัมมนามวยไทยที่เกาะแวนคูเวอร์และเข้าไปที่เลดี้สมิทธิ์ อันเป็นค่ายมวยของเพื่อนรักชาวมาเลเซียนามคิมเธ่ และเมียเป็นชาวสิงคโปร์ ผมกินและนอนที่นั่น

คิมพาผมแวะเข้าไปที่ Community Mall ของที่เมืองเลดี้สมิทธิ์อีก

ผมบอกกับคิมว่า ผมชอบที่นี่มาก อยากจะโอนสัญชาติมาอยู่ที่นี่ วันไหนคิมจะขายยิม ให้บอกผมๆจะมาซื้อยิมทำค่ายมวยไทยและทำร้านอาหารไทยเล็กๆที่นี่ ใช้ชีวิตที่นี่ แต่นั่นแหละวันเวลาผ่านไปจากวันที่ผมอายุ 36 ปีจนวันนี้ ผมไม่ได้ไปปักหลักตั้งฐานในดินแดนแห่งนี้ เพราะแม่ของผมไม่มีใครดูแล

ผมฝังหัวและฝังใจเอาไว้กับกับคำว่า ศูนย์การค้าสินค้าจากชุมชน และผมฝันเอาไว้ว่าสักวันหนึ่งหากมีโอกาสจะต้องลุย บุก และทำให้ได้ดีไปกว่าต่างประเทศที่ผมเห็นมา

ห้วงระยะเวลาต่อมา ผมมีโอกาสเข้าไปจัดสัมมนามวยไทยในดินแดนของฮอลแลนด์ อังกฤษ และไอร์แลนด์ ผมได้นอนในรูปแบบของ บีบี มากกว่านอนในรูปแบบของโรงแรม ทำให้ผมซึมซับและมองว่า

นี่หากเราย้อนกลับไปให้ชาวบ้านในชนบททำ มันจะสร้างรายได้ให้เขาพออยู่ พอกิน พอส่งลูกเรียนหนังสือได้ และพอจะได้กลับมาช่วยทำมาหากินได้

จนกระทั่งในปี 2549 ผมย้ายเข้ามาทำหน้าที่หัวหน้าประชาสัมพันธ์ สำนักงานพัฒนาการท่องเที่ยวที่ในเวลาต่อมาเปลี่ยนมาเป็นกรมการท่องเที่ยว ผมได้เห็นการทำงานของที่ทำงานในการเข้าไปพัฒนาการท่องเที่ยวชุมชน ผมได้เห็นการเข้าไปพัฒนาโฮมสเตย์ และได้เห็นการพัฒนาหมู่บ้านท่องเที่ยวโอท็อป

ผมถามตัวเองเสมอว่า

หลายปีที่ผ่านมา ทำไมชาวบ้านที่หันมาทำโฮมสเตย์ แต่ละแห่ง จากวันแรกที่มีการผ่านการตรวจประเมินแห่งละ 20 หลังคาเรือนบ้าง 13 หลังคาเรือนบ้าง 15 หลังคาเรือนบ้าง แต่เวลาไปสัมผัสจริงกลับเหลือบ้านที่ทำโฮมสเตย์แค่สามหลังบ้างและบางแห่งเหลือแค่หลังเดียว

เพราะอะไร

ประการหนึ่งเพราะว่า คนที่เข้ามาพักในโฮมสเตย์ที่เป็นผู้หญิง ก็กลัวเจ้าของบ้านจะข่มขืนบ้าง จะลักทรัพย์บ้าง ในขณะเดียวกันเจ้าของบ้านเองก็เกรงว่า หากรับซี้ซั้ว อาจจะเจอคนมาพักปล้นบ้าง ข่มขืนบ้าง นั่นหมายถึงต่างคนต่างหวาดระแวงเช่นเดียวกัน

คนที่ทำโฮมสเตย์ยอมลงทุนแสนกว่าบาท เพื่อมาปรับปรุงทุกอย่างให้เข้าตามมาตรฐาน

แต่แล้วเมื่อเสนอเข้าไปขอรับการตรวจประเมิน ผ่านการตรวจประเมิน รับรองและให้ป้ายแสดงว่าเป็นโฮมสเตย์ที่ผ่านมาตรฐาน แถมคนที่มาตรวจประเมินบอกว่าจะพิมพ์ชื่อลงในหนังสือเอาไปแจกบ้าง ขึ้นเว็ปไซต์บ้าง ทำไมจนแล้วจนรอด ยังทยอยเลิก และบางรายพอครบอายุสามปีไม่ยอมขอรับการตรวจประเมินต่อเพราะอะไร

และในระยะเวลาที่ผมอยู่มาจนกระทั่งผมพ้นออกมา ยังไม่เคยมีโฮมสเตย์ที่ผ่านมาตรฐานเกินสองร้อยแห่ง แถมยิ่งไปกว่านั้น เบอร์โทรศัพท์ที่ปรากฏอยู่ ไม่มีใครรับสายเพราะไม่มีการปรับปรุงจากส่วนของภาครัฐ

แถมใครไปแตะ ใครไปทัก ไม่ได้ทั้งนั้น จะต้องเดินตามแนวทางและแบบที่ทำเอาไว้นับแต่ปี 2545 ที่บ่งบอกว่าเป็นการสัมผัสวิถีวัฒนธรรมชนบท

แต่คนไปพักแค่หนเดียว เผ่นเตลิดไม่เคยหวนย้อนกลับมาอีกเลยเพราะอะไร

เมื่อวันที่ผมไปนอน บีบี ที่ไอร์แลนด์ ผมชื่นชอบกับธรรมชาติของที่นั่นมาก เพียงแต่ว่าผมไม่เคยนอนสัมผัสเช่นนั้นในยามที่ผมจะต้องจัดสัมมนามวยไทย ผมจึงขอย้ายเข้าไปนอนในตัวเมือง ที่มีสถานที่ให้ผมเดินยืดแข้งยืดขาก่อนการสอนของผม

ผมเคยเสนอให้มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงมาตรฐานโฮมสเตย์ แต่กลับถูกมองเหมือนกับเป็นคนแปลกหน้าและเป็นศัตรูประมาณนั้น เพราะทุกคนยังอยากจะเดินไปในที่เดิมทั้งที่หากเรามองย้อนกลับไปในอดีตจนปัจจุบันของการก่อตั้งกรมการท่องเที่ยวมาทั้งสิ้น 15 ปี มันน่าจะต้องมีโฮมสเตย์ที่ได้รับมาตรฐานไม่ต่ำกว่า 500 แห่งแต่วันนี้มีแค่ไม่ถึงสองร้อยแห่งเพราะอะไร

ทางออกของโฮมสเตย์ที่จะอยู่รอดได้ในประเทศไทยทางเดียวคือ

การทำโฮมสเตย์แบบที่ต่างประเทศเขาที่เรียกว่า B&B

และจากนี้ไป ผมจะเริ่มพัฒนาและปรับปรุงให้ชาวบ้านที่สนใจจะทำโฮมสเตย์ก้าวไปสู่แนวทางตรงนี้

เพื่อให้เขาสามารถมองเห็นว่า รายได้จากการนำเที่ยว พาเที่ยวและที่พักในรูปแบบโฮมสเตย์แบบใหม่ที่เดินตามรอยในประเทศอื่นน่าจะเป็นทางออกของรายได้ที่ยอบแยบของชาวบ้านได้และ

น่าจะทำให้ชาวบ้านลืมตาอ้าปากแย้มยิ้ม

ได้บ้างแม้นว่าจะไม่ถึงขั้นร่ำรวย

แต่หากเราเดินจากเล็กไปหาใหญ่ สักวันหนึ่งมันจะโตและมีอนาคตไม่ต่างกัน

ที่เราจะต้อง

มองให้ไกล ไปให้ถึง ซึ่งฝ่าฝัน