จากสำนึกสู่ปากกา » ท่องเที่ยวชุมชน….ทางรอดของประเทศไทย (2)

ท่องเที่ยวชุมชน….ทางรอดของประเทศไทย (2)

3 พฤศจิกายน 2017
18   0

 

ปี 2532 ในสถานะของการเป็นนักการทูตของผม ตำแหน่งเป็นทางการในประเทศไทยคือ เลขานุการโทฝ่ายการพาณิชย์ ประจำสำนักงานข้าหลวงพาณิชย์ ณ เมืองฮ่องกง และตำแหน่งเป็นทางการของเมืองฮ่องกงคือ กงสุลฝ่ายพาณิชย์ แต่คนจีนทั่วไปจะเรียกว่า ไท่ก๊ก เหลงสี หรือแปลว่าทูตจากไทย

ผมถือสถานะพาสปอร์ตแดงของนักการทูต

ตั้งแต่ปี 2531 และวันที่ผมเดินทางไปรับตำแหน่งในสำนักงานข้าหลวงพาณิชย์ ณ เมืองฮ่องกงในย่านเซ็นทรัลของเกาะฮ่องกง

ขอทำความเข้าใจสักนิด เมืองฮ่องกงในยุคนั้นอยู่ในฐานะอาณานิคมของอังกฤษ ที่เช่าจากจีนเป็นเวลา 99 ปี ประกอบด้วย เกาะฮ่องกง คาบสมุทรเกาลูน และเขตเช่าที่เขาเรียกว่า นิวทอริทอรี่

ไม่ใช่ทั้งพื้นที่เรียกเกาะฮ่องกง หรือประเทศฮ่องกงอย่างที่ใครต่อใครเรียกขานกัน

ปี 2531 คาบเกี่ยวปี 2532 ผมมีลูกศิษย์ที่ไม่เคยรู้จักและเห็นหน้าเลยนามว่า Mike Miles บินมาจากเมือง Calgary รัฐ Alberta ประเทศแคนาดา ขอเรียนวิชามวยไทยจากตำรามวยไทยที่เขาได้รับจากการสั่งซื้อจาก อะเมซอน ดอท คอม และเขาบินมากินอยู่หลับนอนและเรียนที่ห้องพักในคอนโดมิเนียมย่าน ทิ่นฮ่าว ที่ติดกับสนามกีฬาวิคตอเรียปาร์ค ซึ่งรัฐบาลไทยเช่าให้ผมพัก

ผมสอนเขาแบบเคี่ยวเข็ญ วิ่งวันละ 10 กิโลเมตร ซ้อมหนักตั้งแต่หกโมงเช้า และไปเลิกเอาตอนสองทุ่ม เว้นวรรคให้กินข้าวกลางวันและข้าวมื้อเย็น เท่านั้น ห้ามนอนพัก ทุกครั้งที่เขาบ่นหรือโอดครวญว่า หนักจนร่างกายเขาจะรับไม่ไหว ผมจะพูดกับเขาคำเดียวว่า อยากเป็นครู รู้แต่สอน ทำไม่ได้ แล้วจะไปเป็นครูหาสวรรค์วิมานอะไร เขาก้มหน้าก้มตาอดทนต่อการซ้อมแบบบีบคั้นหัวใจ และหากเขาบ่นอีก ผมบอกว่าไปเปลี่ยนตั๋วเครื่องบินกลับไปบ้านที่แคนาดาเหอะ ผมรำคาญ

เกือบสามเดือนที่เขากินนอนและเรียนมวยไทยกับผม แทบจะบอกว่า เขาพอจะมีความรู้ไปในระดับร้อยละ 30 ของที่ผมร่ำเรียนมา

ในห้วงระหว่างนั้น หากวันไหนตรงกับวันหยุดที่ต้องพักผ่อน ผมจะพาเขาลงพื้นที่ชุมชนในดินแดนสาธารณรัฐประชาชนจีนด้านจูไห่ที่ต้องไปทางฝั่งมาเก๊าบ้าง ด้านเซิ้นเจิ้นในยุคที่ไม่เจริญเติบโตแบบวันนี้บ้าง สัมผัสวิถีชุมชนของชาวบ้านและผมมองว่า

การท่องเที่ยวชุมชนของจีนจะต้องเติบโตจากการที่มีแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ และสินค้าที่เป็นของฝากของกินและของชำร่วย

ผมพยายามจะขายแนวทางนี้ให้กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์และนักการเมืองไทยหลายคนที่เดินทางไปเที่ยวช้อปปิ้งภายใต้การไปราชการเพื่อประชุมหรือกระไรก็ตามแต่ และบางรายพอลงจากเครื่องก็ขอขึ้นเรือไปบ่อนคาสิโนที่มาเก๊าทันที ไม่เว้นกระทั่งบางรัฐมนตรีที่จะต้องถวายสัตย์ปฏิญาณกลับไปยืนถือกล้องส่องเล่นม้าในสนามม้าที่แข่งถ้วยดาร์บี้อยู่

แต่ไม่มีรัฐมนตรีคนไหนสนใจที่จะเอาการท่องเที่ยวชุมชนและเอาผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวของชุมชนมาพัฒนาต่อยอดเพื่อส่งเข้ามาขาย โดยผมบอกกับทุกคนที่มาเมืองฮ่องกงว่า อนาคตหากจีนเปิดประเทศ เราจะเข้ายาก อยากจะให้หาที่ดินบนเมืองฮ่องกงเอาไว้เป็น

ฐานกระจายสินค้าไทยไปสู่สาธารณรัฐประชาชนจีน

แต่ทุกคนส่ายหัวมองหน้าผมเหมือนคนมีปัญหา และพูดเสมอว่า จีนไม่มีเงินซื้อสินค้าของเราหรอก

ปี 2532 ผมไปขอวีซ่าจากสถานทูตแคนาดาประจำเมืองฮ่องกง เพื่อบินเข้าไปยังประเทศแคนาดาและนั่นคือการเดินทางไปแคนาดาครั้งที่สองในชีวิต โดยครั้งแรกผมไปกับบริษัทมิตซูบิชิที่มีคุณโด่ง แห่งตระกูลพรรณเชษฐ์ เป็นคนพาผมไปดูรถยนต์มิตซูบิชิจากโรงงานในไทยเข้าไปสู่ตลาดแคนาดาและหนนั้นผมเข้าไปยังเมืองโตรอนโต ผมถึงรู้ซึ้งของคำว่า ไอศกรีมอร่อยที่สุดอยู่ที่นี่ ผมกินไปถึง 24 โคนจากการรับพนันจากคุณโด่ง

ที่สุดท้ายเขาแพ้ ต้องจ่ายค่าไอศกรีมทั้งหมดให้กับผมที่กินรวดเดียว 24 โคน แต่ละโคนเป็นแต่ละรส โคตรอร่อยจริงๆ

การเดินทางไปยังเมือง Calgary รัฐ Alberta เป็นการจุดประกายการทำมวยไทยในต่างประเทศให้กับผมอย่างแท้จริง ผมทำมาหากินกับมวยไทยที่แคนาดาและในดินแดนอเมริกาเหนืออย่างยาวไกลและยาวนานมาจนถึงวันนี้

ค่ายมวยไทยในครั้งนั้นตั้งอยู่ชั้นใต้ดินของอาคารสำนักงาน อยู่ใกล้ตัวเมืองที่สุด ด้านหลังเป็นรางรถไฟไม่ไกลจะมีสถานีรถไฟสำหรับการขนส่ง หัวรถจักรและตู้สินค้าค่อนข้างจะใหญ่มาก ใหญ่เท่ากับตัวคนแคนาดา

ด้านข้างจะมีซุปเปอร์มาร์เก็ต และเลยไปอีกนิดสองด้านจะมีซุปเปอร์มาร์เก็ตไม่ต่างกัน ผมนิยมแวะไปซื้อองุ่นไร้เมล็ดมาล้างและทาน

ด้านหลังของค่ายมวยจะมีซุปเปอร์มาร์เก็ตค่อนข้างใหญ่ที่เขาเขียนป้ายบอกว่า

Community Mall

ผมไม่เข้าใจถามผู้จัดการและคนขายว่า คืออะไร เขาบอกว่าที่นี่คือศูนย์กลางของการรับสินค้าจากชุมชน จากฟาร์มเอามาขาย แต่ละแห่งจะขนสินค้ามาส่งขายแล้วค่อยมาเก็บเงินหลังการขายได้แล้ว