ข่าวเศรษฐกิจ » ผลสำรวจคนไทยเป็นหนี้นอกระบบน้อยลง

ผลสำรวจคนไทยเป็นหนี้นอกระบบน้อยลง

12 ตุลาคม 2017
19   0


หอการค้าเผยผลสำรวจคนไทยเป็นหนี้นอกระบบน้อยลง ต่ำสุดในรอบ 10 ปี ส่วนเทศกาลเจปีนี้ การจับจ่ายเติบโตแต่ไม่มากนัก

นางเสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผย ผลสำรวจสถานภาพหนี้ครัวเรือนไทย ปี 2560 ว่า ครัวเรือนปัจจุบันกว่าร้อยละ 91.1 ยังคงมีหนี้สินอยู่ มีเพียงร้อยละ 8.9 เท่านั้นที่ไม่มีหนี้สิน โดยครัวเรือนที่ยังมีหนี้ ส่วนใหญ่เป็นหนี้เพื่อการใช้จ่ายทั่วไป รองลงมาเป็นหนี้เพื่อซื้อทรัพย์สิน เช่น รถยนต์ และบ้าน รวมถึงชำระหนี้เก่า

โดยจำนวนหนี้สินต่อครัวเรือนรวมในปีนี้ เฉลี่ยอยู่ที่ 299,266 บาท ต่อครัวเรือน เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.4 จากปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการขยายตัวต่ำสุดในรอบ 10 ปี โดยเป็นหนี้ในระบบ ร้อยละ 74.6 ขณะที่หนี้นอกระบบอยู่ที่ประมาณ ร้อยละ 26.4 ซึ่งสัดส่วนผู้ที่เป็นหนี้ในระบบเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา และทำให้ผู้ที่เป็นหนี้นอกระบบลดลงมากสุดในรอบ 10 ปี และคาดว่าในอีก 1 ปีข้างหน้าผู้เป็นหนี้นอกระบบจะลดลง จากมาตรการในการกำกับดูแลหนี้นอกระบบของภาครัฐ โดยประชาชนมีความระมัดระวังในการใช้จ่ายมากขึ้น โดยครัวเรือนมีความสามารถในการผ่อนชำระต่อเดือนอยู่ที่ 15,438.92 บาท

ส่วนการจับจ่ายใช้สอยในปีนี้ ครัวเรือนส่วนใหญ่ตอบว่าใช้จ่ายน้อยลง ทั้งปริมาณและมูลค่า เนื่องจากเห็นว่าค่าครองชีพในปัจจุบันสูงกว่ารายได้ จึงต้องการประหยัด ซื้อเฉพาะของจำเป็น นอกจากนี้บางส่วนใช้จ่ายตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง บางส่วนมีภาระหนี้มากขึ้น มีรายได้น้อยลงและข้าวของราคาแพงขึ้น ขณะที่โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐนั้น ผู้ที่ถือบัตรเห็นว่า สามารถช่วยแก้ปัญหาความยากจน เพิ่มสภาพคล่องในครอบครัว ทำให้เศรษฐกิจเกิดความคึกคัก และมีความพึงพอใจกับนโยบายดังกล่าว

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจ และธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า เศรษฐกิจไทย มีแนวโน้มที่จะฟื้นตัวขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง จากการส่งออกและการท่องเที่ยวไทยฟื้นตัวได้อย่างชัดเจนมากกว่าที่คาดไว้ รวมถึงภาครัฐมีการเร่งลงทุนในช่วงปลายปี จึงปรับเพิ่มประมาณการการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปีนี้เป็นร้อยละ 3.9 จากเดิมที่คาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวได้ ร้อยละ 3.6 ตัวเลขส่งออกจากร้อยละ 7.5 อัตราเงินเฟ้อร้อยละ 0.6 ส่วนปีหน้าคาดว่าเศรษฐกิจไทยน่าจะขยายตัวได้ ร้อยละ 4.2 มาจากการส่งออกโตต่อเนื่อง เม็ดเงินจากการลงทุน โครงสร้างพื้นฐานหลายแสนล้านบาท และเม็ดเงินจากการเลือกตั้งอีก 4-5 หมื่นล้านบาทที่จะเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทยในปีหน้า และได้ประเมินภาพรวมเศรษฐกิจไทยไปในถึงปี 2564 ไว้น่าจะอัตราเติบโตเฉลี่ยต่อปีร้อยละ 4-5 ขณะที่อัตราเงินเฟ้อปีหน้าขยายตัวเป็นร้อยละ 1.5 และในปี 63-64 จะขยายตัวเกินร้อยละ 2 ขึ้นไป

นางอุมากมล สุนทรสุรัติ ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ในช่วงเทศกาลกินเจปีนี้ จะมีเงินสะพัดกว่า 45,081 บาท ขยายตัวร้อยละ 2.5 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากราคาอาหารเจ และวัตถุดิบที่ทำอาหารเจสูงขึ้น โดยกลุ่มตัวอย่าง ร้อยละ 36.5 จะกินเจในช่วงเทศกาลเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแก่ในหลวงรัชกาลที่ 9 และตั้งใจทำบุญรวม ถึงกิเจเป็นประจำอยู่แล้ว ขณะที่อีก ร้อยละ 63.5 ตอบว่าไม่กินเนื่องจากอาหารเจแพง ที่บ้านไม่มีใครกิน และมองว่าเศรษฐกิจยังไม่ดี นอกจากนี้ส่วนใหญ่บอกว่า ค่าใช้จ่ายในช่วงเทศกาลกินเจจะสูงกว่าในช่วงปกติ โดยค่าใช้จ่ายในช่วงเทศกาลกินเจ ทั้งค่าอาหาร การทำบุญ หรือค่าการเดินทาง รวมแล้วจะเฉลี่ยอยู่ที่ 10,245 บาท ต่อคน

โดยผู้ที่กินเจปีนี้ ส่วนใหญ่ตอบว่า นิยมซื้ออาหารเจปรุงสำเร็จมาบริโภค หรือ ซื้ออาหารสำเร็จรูป เช่นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป หรือโจ๊กซอง มารับประทานมากกว่า ซื้อวัตถุดิบมาทำกินเอง