จากสำนึกสู่ปากกา » หาดในทอน….

หาดในทอน….

11 ตุลาคม 2017
41   0

 

ทุกครั้ง ที่ผมลงไปภูเก็ต และจะไปขึ้นเครื่องบินที่สนามบินนานาชาติภูเก็ต ปกติแล้ว ผมมักจะออกจากบ้านก่อนเวลาเดินทางประมาณ 3-4 ชั่วโมง เผื่อเวลาเหตุที่ไม่คาดฝันว่าจะเกิดขึ้น เพราะผมเคยเจอมาแล้ว ขนาดออกจากบ้านเผื่อเวลาสามชั่วโมง  หลบหลีกรถติดเข้าไปออกทางกู้กู สุดท้ายติดในซอยชั่วโมงเศษๆเกือบสองชั่วโมงและติดตลอดทาง พอไปถึงเคาน์เตอร์สนามบิน เค้าปิดการให้บริการไปเรียบร้อยแล้วสำหรับเที่ยวบินที่ผมต้องการจะบิน ท้ายที่สุดผมจะต้องจ่ายเงินค่าเปลี่ยนเที่ยวบินและจะต้องรอสำรองที่นั่งหากที่นั่งเหลือไปอีก 800  บาท

ผมจึงมักจะออกจากบ้านประมาณหกโมงเย็น ถ้าจะต้องขึ้นเครื่องบินเที่ยวสุดท้ายราวสี่ทุ่มกว่า

และผมมักจะขับเรื่อยๆ  เพื่อจดจำเหตุการณ์ในเส้นทางที่จะต้องขับรถผ่าน

เพื่อนำมาบอกกล่าวเล่าสู่กันฟัง

หาดในทอน  จะเป็นหาดหนึ่ง ที่ผมมักจะเข้าไปจอดแวะ เพื่อที่จะดูบรรยากาศ

สมัยก่อน หาดในทอนจะมีพื้นที่สาธารณะมาก แต่ในระยะเวลาต่อมา เกิดอะไรขึ้น ผมไม่ทราบ พื้นที่สาธารณะลดน้อยถอยลง ดีน่ะที่ทหารเข้ามาทวงคืนชายหาดและจัดระเบียบชายหาด ไม่เช่นนั้นแล้วจะเห็นชายหาดรกรุงรังไปด้วยร้านขายอาหารที่เล่าขานกันว่า มีการประมูลเนื้อที่ในระยะความยาวตามชายหาดสิบเมตรจ่ายกัน ห้าล้านถึงสิบล้านบาท

แต่ไม่รู้จ่ายเงินให้ใครและใครคือคนที่มาเอาตังค์ค่าเอาที่หลวงไปเซ้งประมูลให้เอกชนคนต่างชาติ

ยุคสมัยนั้นจะมีคนต่างชาติ โดยเฉพาะรัสเซีย เอาฟุตบาธทางเดินมาทำนวดแผนโบราณ จนกระทั่งคนไทยอย่างผมนั่งมองตาปริบๆ  ว่า เข้ามาประกอบกิจการโดยได้รับวีซ่าให้อนุญาตทำงานหรือไม่ และมีการตรวจตรากันมากน้อยประการใด

ผมก็ได้แต่คิด แต่ไม่กล้าออกมาโวยวาย

วันนี้หาดในทอนกำลังขยายตัว แต่เป็นการขยายตัวเพื่อสร้างเป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจและเป็นสถานที่ตากอากาศที่มีโรงแรม รีสอร์ทเกิดขึ้นมากน้อยจากสมัยอดีตมีเพียงแค่โรงเรียนประถมเล็กๆที่ไม่ค่อยจะมีใครอยากจะผ่านแค่นั้น

พื้นที่ฝั่งตรงข้ามกับชายหาด จะมีถนนและถนนเลียบชายหาดจะสูงกว่าพื้นที่ลาดที่เมื่อก่อน จะเป็นที่กักเก็บน้ำและทำนาบ้างเป็นบางจุดแต่วันนี้ไม่มีที่ทำนาและที่เก็บน้ำนอกจากจะเป็นรีสอร์ทและโรงแรมเล็กๆที่จะต้อนรับนักท่องเที่ยวในยามหน้าไฮท์ซีซั่นที่อดีตจะอุ่นหนาฝาคั่งด้วยนักท่องเที่ยวต่างชาติ

แต่วันนี้ เจ้าของกิจการนั่งเกาอวัยวะเพศ รอคอยคนเข้ามาใช้บริการเพราะว่า

หาดในทอนกลายเป็นสลัมทางการท่องเที่ยว ธรรมชาติที่เคยสวยงามกลับปล่อยจนกระทั่งเหมือนสาวงามที่พอมีลูกมีสามีปล่อยตัวจนโทรมและหมดราคาค่างวดไปในเวลาอันรวดเร็ว

สมัยก่อนเมื่อราวยี่สิบปีก่อน ยังไม่เจริญมากมายนัก ผมมักจะจอดรถและเดินดูต้นผักบุ้งทะเลและต้นลิ้นหานที่ทอดยอดยาวเฟื้อยเลื้อยไปตามหาดทรายและปกครองชายหาดเหมือนกับเสื้อผ้าที่ปกคลุมผิวมิให้กระดำกระด่างจากการแผดเผาของแสงแดดอันร้อนแรง

ลานจอดรถที่มีแต่รถแท็กซี่ป้ายดำที่วันนี้เปลี่ยนเป็นป้ายเขียวมาจอดแทบจะเรียกว่าเป็นคิวประจำป้ายบอกแหล่งท่องเที่ยวสาธารณะเก่าคร่ำครึ มีแต่สุนัขจรจัดแถบนี้ที่ผ่านมา จะให้ความสำคัญต่อเสาป้ายแห่งนี้ด้วยการ

ยกขาเยี่ยวรดเพื่อประกาศอาณาเขตอันยิ่งใหญ่ไพศาลของสุนัขจรจัดที่มีหนังไร้ขนเป็นหย่อมๆ

ถนนที่ผ่านการปรับปรุงและขยายบางช่วงจังหวะยังไม่ทันตีเส้นแบ่งเลนและขอบถนน ยังมีให้เห็นเป็นระยะและยากต่อการขับขี่ในยามค่ำมืดเพราะไม่รู้ว่าข้างหน้าคือถนน หรือเหวข้างทาง

ผมยืนมองแนวทะเลที่ทอดยาวไปจนกระทั่งถึงโขดหินพร้อมกับถามตัวเองว่า

คนทำมาหากินในบริเวณหาดในทอนตลอดทั้งแนว ไม่มีความคิดและความอ่านอันใดที่จะรักษาหาดในทอนให้มีความยั่งยืนและสวยงามเพื่อ

ตรึงใจและตรึงความต้องการให้นักท่องเที่ยวมาพักในปีนี้แล้วอยากจะย้อนเข้ามานอนพักและเล่นน้ำในทะเลปีหน้าอีกหรือ

ไม่มีใครที่ทำมาหากินตรงบริเวณหาดในทอนมีความคิดอยากจะหาต้นผักบุ้งทะเลเอามาปลูกแม้แต่น้อย

ไม่มีใครที่ทำมาหากินในแถบหาดในทอนคิดจะปลูกต้นมะพร้าวริมชายหาดเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของชายทะเลภูเก็ตกระทั่งคิดจะปลูกต้นสนให้มันแผ่กิ่งก้านสร้างร่มเงาให้กับคนที่มาเที่ยวได้เดินอย่างสบายอารมณ์ไม่ร้อนจนเกินไปนัก

คูระบายน้ำที่หากชะโงกหน้าลงไปมองแล้วจะเห็นว่าบางจุดมีขยะ บางจุดมีขี้ดินทราย และบางจุดม้ำที่เน่าเหม็นสิ่งกลิ่นอันไม่น่าจะเย้ายวนใจจนกระทั่งผมต้องถามตัวเองว่า ไม่เคยมีใครคิดอยากจะเอาน้ำใส่รถบรรทุกมาฉีดไล่ทำความสะอาดบ้างเลยเทียวหรือ

ถนนของหาดในทอน ให้รถวิ่งผ่านไป และผ่านมาได้ โดยไม่มีใครคิดจะทำให้รถสามารถเลี้ยวยูเทิร์นกลับได้เลย นอกจากมีการปิดป้าย ปิดทางห้ามกลับรถบ้าง ห้ามเลี้ยวถอยหลังบ้าง

เหมือนกับบ้านพักส่วนตัวไม่อยากจะใช้ทำมาหากินเพื่อรองรับนักท่องเที่ยว

ทำธุรกิจแบบใจไม่ถึง ไม่เอื้อเขาและเอื้อใคร ท้ายสุดหาดในทอนจะไปรอดได้อย่างไร