ข่าวสตรี » แค่วูบเดียวอาจเสียชีวิตได้!

แค่วูบเดียวอาจเสียชีวิตได้!

14 กันยายน 2017
15   0

จากกรณี นายสำราญ ขันทอง หน.กลุ่มงานส่งเสริมและพัฒนาท้องถิ่น จว.พิษณุโลก เกิดวูบล้มหมดสติและเสียชีวิตขณะเดินลงจากเวทีในงานประชุมบริหารจัดการขยะมูลฝอยฯ เนื่องจากมีโรคความดันโลหิตสูง และครูวีราภรณ์ จิรวรรณาภรณ์ รร.วัดป่าประดู่ จ.ระยอง วูบล้มทั้งยืนหงายหลังเสียชีวิตในงานสัมนาพัฒนาองค์กร ด้วยโรคหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน ทำให้หลายคนเริ่มรู้สึกหวาดกลัว “อาการวูบล้มหมดสติ” ว่าเกี่ยวกับโรคใดบ้างและป้องกันได้อย่างไร

ศ.นพ.สันต์ หัตถีรัตน์ นายกสมาคมเวชศาสตร์ฉุกเฉินแห่งประเทศไทย ให้ความรู้ว่าอาการวูบเกิดจากภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน คือภาวะที่หัวใจไม่สามารถส่งเลือดไปเลี้ยงอวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกายได้แบบเฉียบพลัน ส่วนใหญ่เกิดจากการที่เป็นโรคหัวใจอยู่ก่อนแล้ว ซึ่งข้อมูลจากสหรัฐอเมริกาพบการเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นฉับพลันปีละ 300,000-400,000 คน

กลุ่มเสี่ยงที่จะมีอาการเหล่านี้คือมีคนในครอบครัวเป็นมาก่อน คนที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง สูบบุหรี่ ยิ่งอายุมากยิ่งมีความเสี่ยงมาก โดยผู้ชายเริ่มที่อายุ 40 ปี ส่วนผู้หญิงเริ่มมีความเสี่ยงช่วงหลังหมดประจำเดือน เมื่อทราบแล้วป้องกันตัวเองก่อนโอกาสเกิดเรื่องร้ายแรงก็จะลดลงด้วย

จากการศึกษาวิจัยที่สหรัฐอเมริกา และสวีเดน โดยติดตามประชากรกลุ่มเป้าหมายมานานกว่า 20 ปี พบว่าพฤติกรรมง่ายๆ ไม่กี่อย่างที่จะป้องกันโรคนี้ หรือคนที่เป็นโรคอยู่ก็จะลดความรุนแรง ลดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายได้ คือ 1. ไม่สูบบุหรี่ ยิ่งเลิกได้เร็วก็ยิ่งดี และเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด 2. การไม่อ้วน ซึ่งลองวัดได้เองง่ายๆ ด้วยการเอาเชือกวัดเส้นรอบพุง กับรอบตะโพก หากรอบพุงใหญ่กว่าถือว่าเป็นโรคอ้วน 3. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และ 4. การทานอาหารสุขภาพ เพิ่มการกินผัก ผลไม้ ลดหวาน มัน เค็ม

คนที่มีภาวะดังกล่าวถือว่าอันตราย จำต้องส่งถึงมือหมอเพื่อรักษาอย่างถูกวิธีประมาณ 7-8 นาที พร้อมคำนึงถึง 3 ขั้นตอนการช่วยชีวิตคือ โทรฯ แจ้งสายด่วน 1669 ระหว่างนั้นก็ทำการปฐมพยาบาลด้วยการปั๊มหัวใจ โดยต้องวางผู้ป่วยราบไปกับพื้นแข็ง ใช้มือประสานกลางอก กดให้ยุบลงประมาณ 3-5 เซนติเมตร 100-120 ครั้งต่อนาที ซึ่งทำไปจนกว่ารถพยาบาลกู้ชีพจะมารับตัว ไม่ควรย้ายผู้ป่วยเองเพราะจะทำให้การปั๊มหัวใจหยุดชะงัก เพราะตามหลักหยุดปั๊มได้ไม่เกิน 10 วินาที หรือปัจจุบันนี้จะมีเครื่องช่วยฟื้นคืนคลื่นหัวใจ (AED) ก็จะยิ่งเพิ่มโอกาสรอดให้ผู้ป่วยได้

 

 

สนับสนุนเนื้อหา
thaihealth.or.th