จากสำนึกสู่ปากกา » หัวอกแม่ค้าข้าวแกง

หัวอกแม่ค้าข้าวแกง

13 กันยายน 2017
86   0

 

 

เห็นราคาแก๊สปรับขึ้นมาอีก 10  บาท พร้อมๆกับมีการสำทับออกมาจากหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องว่า แก๊สขึ้นราคา 10 บาทไม่มีผลต่อต้นทุน หากขยับราคาอาหารขึ้นมา จะต้องดำเนินการตามกฏหมาย โทษปรับเท่านั้น โทษจำเท่านี้

ผมอ่านและฟังข่าวแล้ว เจ็บปวดหัวใจอย่างมาก

ในฐานะที่เป็นคนหนึ่งที่เคยมีร้านขายข้าวราดแกงและวันนี้เลิกกิจการไปแล้วเพราะลูกๆโตเป็นวัยรุ่นต้องเอาเวลาไปเอาใจใส่กับชีวิตพวกเขาให้ดำเนินในสังคมอย่างไม่ไปก่อความเดือดร้อนให้คนอื่น

สมัยผมทำร้านขายข้าวราดแกง  แต่ละวันจะมีกับข้าวประมาณ 30-40 อย่าง เหตุผลแรกในการทำร้านอาหารเพราะว่าลูกชายสองคน เจอหน้าคนแล้วเกิดอาการกลัว คอยเกาะแข้งเกาะขา ไม่กล้าแสดงออก เลยเปิดขายร้านตามที่ไปรษณีย์ซึ่งย้ายมาประจำข้างบ้านชั่วคราวร้องขออีกทางหนึ่ง

ชีวิตคนทำข้าวแกงไม่ได้สุขสบาย ต้องนั่งลุ้นหาคนมากินในแต่ละวัน กับข้าวที่ทำมีอยู่สองแบบคือแบบที่ไว้ข้ามคืนได้ กับ แบบที่ไว้ไม่ได้ ขายไม่หมดต้องแจกสถานเดียว

ในการทำร้านขายข้าวราดแกงของผมๆมีคติว่า พระมาฉันไม่คิดเงิน คนขอทาน คนจรจัด คนไร้บ้าน คนสติไม่ดี มายืนด้อมๆมองๆจะถามว่า หิวไหม ถ้าเขาพยักหน้าบอกหิว จะตักใส่กล่องให้ ใส่ข้าวเยอะๆกับข้าวมากๆ จนแน่นกล่องโฟมและเหน็บช้อนให้หนึ่งอัน พร้อมกับเอาน้ำแข็งใส่ถุงพลาสติก เติมน้ำจนเต็มให้เขาพร้อมหลอดดูด เพิ่อให้คนเหล่านี้ประทังหิวไปจนกว่าจะเจอคนใจบุญให้กินอีก

คนที่เรียนจบใหม่ๆ เงินเดือนยังไม่ออก คนที่เงินเดือดน้อยๆ จะโปะข้าวให้มาก เพื่อให้เขากินแล้วอยู่ท้องจะได้มีเรี่ยวแรงกายและสมองทำงานได้อย่างมั่นคง ไม่วอกแวก

ยามในแถบละแวกบ้าน หากตอนเย็น ไม่มีกับข้าว เดินมาเอา จะแจกให้ไปกิน ถ้าไม่มีข้าวจะตักแถมให้ไปกินอีกต่างหาก

ต้นทุนอาหารในแต่ละวันจะต้องตื่นตอนตีหนึ่งครึ่ง เรียกสามล้อเครื่องไปส่งตลาดสดที่ขายส่งเพื่อซื้อมาเยอะๆต้นทุนจะได้ต่ำ ข้าวสารผมจะต้องไปตระเวณตามซุบเปอร์มาร์เก็ตที่มีโปรโมชั่นไม่ว่าข้าวสาร น้ำตาล น้ำมันพืชและหมู รวมถึงไก่ด้วย วันหยุดผมไม่ได้ไปไหนมาก นอกจากตระเวณไปหาพวกเหล่านี้มาตุนเอาไว้  ข้าวที่หุงขายจะเป็นข้าวหอมมะลิร้อยเปอร์เซ็นต์สถานเดียว

น้ำแข็งให้ตักดื่มพร้อมน้ำฟรี ยกเว้นน้ำอัดลมและน้ำดื่มเป็นขวดจะคิดเงินเพราะมีต้นทุน

ตอนขายใหม่ๆ หมูเนื้อแดงกิโลกรัมละ 58 บาท ข้าวสารถุงละ 58 -78 บาท น้ำตาลกิโลกรัมละ 12 บาท น้ำมันพืชปาล์มขวดละ 28 บาท ผมจะซื้อน้ำปลา น้ำส้มสายชูมาเป็นแกลลอน

ผมถือว่า กำไรคือลูกชายสองคนตื่นเช้าขึ้นมาจะเลือกกินกับข้าวและตอนเย็นจะได้มีกับข้าวให้เลือกกิน อันไหนที่ลูกชายชอบ เขาจะสั่งให้เก็บไว้กินตอนมื้อเย็น และผมจะเอากับข้าวพร้อมข้าวใส่ยัดในถุงไปทานกับลูกน้องในที่ทำงานทั้งมื้อเช้าและมื้อกลางวัน

ขายอาหารประเภทข้าวราดแกง ถ้าทำหนึ่งถาด ต้องขายให้ได้อย่างต่ำสุดครึ่งถาด ขายมากกว่าครึ่งถาดคือกำไร วันที่หนึ่งกับวันที่สิบหกจะขายยากเพราะคนไม่ค่อยอยากจะกิน เก็บเงินไว้แทงหวย จึงต้องลดปริมาณอาหารลงตามจังหวะ

ขายไป ขายมาหมูราคาขยับขึ้นมาเป็นกิโลกรัมละ 100  บาท น้ำมันพืชขยับมาเป็นขวดละ 38 บาท ข้าวสารขยับขึ้นมาเป็นถุงละ 100  บาท

จากเคยกำไรวันละครึ่งของยอดขาย กลายมาเป็นกำไรวันละนิดวันละหน่อยจนกระทั่งคิดว่า

ไม่คุ้มค่าเหนื่อยในแต่ละวัน

ประกอบกับลูกชายสองคนโตเป็นวัยรุ่นจึงเพียงพอแก่การเปิดร้านขายข้าวสาร

ทุกครั้งที่ผมแวะไปทานข้าวราดแกงร้านไหน ในยามบ่ายค่อนข้างเย็น มองไปในหม้อหรือถาดใส่กับข้าวเห็นกับข้าวยังอยู่เกินครึ่ง ผมเข้าใจและเห็นใจหัวอกคนทำกับข้าวขายทันที

ไหนจะต้องจ่ายค่าเช่าสถานที่ที่ขึ้นได้ทุกปี ไหนจะต้องจ่ายค่าจ้างลูกจ้างที่แพงตามคำสั่งของรัฐบาลให้ปรับค่าจ้างแรงงาน ไหนจะต้องจ่ายค่าภาษี ไหนจะต้องจ่ายค่าสิ่งของที่เสียหาย ชำรุดทรุดโทรม

มันคือความเจ็บปวดของคนทำมาค้าขายทั้งสิ้น

ทุกครั้งที่ผมกลับมาภูเก็ตหรือไปที่ไหนก็ตามแต่  ผมจะเห็นร้านอาหารเก่าๆค่อยๆเลิกร้างกันไป ร้านใหม่ๆเข้ามาแทนที่ บางร้านเปิดขายได้ไม่เกินสามเดือนก็ม้วนเสื่อกลับไป

เพราะทนต่อภาวะคนกินถดถอยลดน้อยถอยลงไม่ไหว

หลายแห่งเปิดร้านจนปิดร้านขายได้แค่ไม่เท่าไหร่  บางรายบอกว่า ขายได้ไม่ถึงพันบาท แล้วจะเอาเงินที่ไหนไปต่อทุน จะเอาเงินจากไหนไปจ่ายค่าลูกน้อง

หลายร้านที่ขายข้าวจานละ 50-60  บาทเพราะอะไร เพราะค่าจ้างลูกน้องแพง  ค่าเช่าสถานที่แพง ค่าใช้จ่ายสูง บางแห่งจะต้องจ่ายใต้โต๊ะเพื่อให้ตั้งขายได้อีกต่างหาก

ก่อนที่จะออกมาสำทับในยามน้ำมันขึ้นราคา แก๊สขึ้นราคา และอะไรต่างๆ ลองหันมาดูความจริงที่ปรากฏเสียก่อนว่า

มันคืออะไรและอะไรคือราคาที่ตั้งเอาไว้

ผมได้แต่หันไปมองและถอนหายใจกับสิ่งที่รัฐออกมาสำทับกับชาวบ้าน

เมื่อไหร่จะลงมานั่งจับเข่าคุยหาทางออกให้ประเทศไทยกับชาวบ้านมั่ง