ข่าวภูมิภาค » พ่อแม่”น้ำมนต์”พบกองปราบแสดงความบริสุทธิ์ ยันไม่รู้เรื่องหลอกแต่งงาน

พ่อแม่”น้ำมนต์”พบกองปราบแสดงความบริสุทธิ์ ยันไม่รู้เรื่องหลอกแต่งงาน

12 กันยายน 2017
44   0


พ่อและแม่น้ำมนต์ พบตำรวจกองปราบ ยืนยันไม่รู้เห็นการหลอกลวงแต่งงานของลูกสาว ด้านตำรวจยังไม่เปลี่ยนแปลงข้อหาในคดีนี้

นายบุญเลี้ยง และนางสำรอง บัวใหญ่ พ่อแม่นางสาวริยาภรณ์ บัวใหญ่ หรือน้ำมนต์ ผู้ต้องหาคดีฉ้อโกงโดยการหลอกลวงเจ้าบ่าวแต่งงาน ก่อนเชิดเงินค่าสินสอดหนี เข้าพบพลตำรวจตรีสุทิน ทรัพย์พ่วง ผู้บังคับการกองปราบปราม เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจหลังตกเป็นผู้ต้องสงสัยร่วมกับลูกสาวก่อเหตุและถูกตำรวจออกหมายเรียก

นายบุญเลี้ยง ยืนยัน ไม่เคยได้ผลประโยชน์จากการแต่งงานของลูกสาว และว่าเคยไปร่วมงานแต่งงานลูกสาว 4 ครั้ง โดยลูกสาวเป็นคนออกเงินค่าเดินทางให้ งานแต่งแต่ละครั้งเห็นว่าทำไปโดยถูกต้องตามประเพณี มีฝ่ายเจ้าบ่าวมาสู่ขอ จึงไม่รู้สึกผิดปกติ ยอมรับเคยถามลูกเรื่องแต่งงานหลายครั้ง ลูกสาวจะอ้างว่าได้เลิกกับคนเก่าแล้วมาคบกับคนใหม่ และเห็นว่าลูกมีอายุมากพอสมควร มองความรักเป็นเรื่องส่วนตัว อีกทั้งไม่ได้มีลูกสาวเพียงคนเดียว จึงไม่ได้ขัดข้องและเนื่องจากครอบครัวก็ประกอบอาชีพหาเช้ากินค่ำ ไม่เคยเรียกค่าสินสอด และสินสอดที่ฝ่ายชายนำมาหมั้นหมายได้คืนให้ลูกไปทำทุนทั้งหมด งานแต่ละครั้งก็ไม่ได้พาญาติคนอื่นไปด้วย เพราะปัญหาทางการเงิน ส่วนเรื่องลูกสาวเปลี่ยนไปใช้ชื่อนางสาวสร้อยเพชร และเรื่องทนายสงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์ พาเหยื่อถูกลูกสาวหลอกฝากเข้าทำงานโดยมีพ่อและแม่อยู่ในเหตุการณ์ด้วยนั้น ขอยืนยันว่าไม่ทราบในรายละเอียดและยังไม่ขอพูดถึงเรื่องนี้ ที่เดินทางมาพบตำรวจกองปราบ ก็เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจว่า ไม่ได้รู้เห็นหรือตั้งใจหลอกลวงผู้เสียหายแต่อย่างใด

ด้านพันตำรวจเอกสุวัฒน์ แสงนุ่ม รองผู้บังคับการปราบปราม เปิดเผยว่า เบื้องต้นทั้งสองไม่ได้มาตามหมายเรียก เป็นความสมัครใจเข้ามาแสดงความบริสุทธิ์ โดยจะสอบปากคำทั้งสองคนไว้เบื้องต้น ส่วนเรื่องวานนี้(11 ก.ย.)ทนายสงกานต์ นำผู้เสียหายมาร้องทุกข์เพิ่มโดยเฉพาะประเด็นการวิ่งเต้นฝากเข้าทำงาน เรื่องดังกล่าวพ้นอำนาจพนักงานสอบสวนแล้ว คดีอยู่ในชั้นศาล จึงไม่สามารถนำมาดำเนินคดีได้อีก ส่วนเรื่องที่น้ำมนต์ปลอมใช้ชื่อของนางสาวสร้อยเพชร อยู่ระหว่างพิสูจน์ข้อเท็จจริงว่านางสาวสร้อยเพชร มีส่วนรู้เห็นกับการกระทำผิดหรือไม่ อย่างไรก็ตาม การกระทำของผู้ต้องหายังอยู่ในฐานความผิดเดิม คือฉ้อโกง ยังไม่มีเหตุให้ต้องพิจารณาเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด