จากสำนึกสู่ปากกา » ชีวิตคนทำราชการ

ชีวิตคนทำราชการ

4 กันยายน 2017
45   0

 

ผมนั่งมองคนทำราชการหลายต่อหลายคน ที่อาสารับใช้เจ้านายและไต่เต้าขึ้นไปสู่ตำแหน่งสูง

หลายคนวันๆไม่เคยทำอะไร นอกจากถือวอล์คกี้ทอล์คกี้คอยสั่งงาน และคอยถือกระเป๋าบ้าง เปิดประตูรถบ้าน ไปรับที่บ้านบ้าง

บางคนพอใครมาเป็นหัวหน้าส่วนราชการที่ตนเองสังกัด จะต้องรีบสืบเสาะเลยว่าบ้านอยู่ไหน นิสัยใจคอเป็นอย่างไร เมียของคนที่จะมาเป็นหัวหน้าส่วนราชการชอบอะไร ผัวชอบอะไร ก็พยายามจะเสนอหน้านับแต่วันแรกและพยายามจะทำตัวเป็นคนสนิทเพื่อหวังไต่เต้าไปสู่ตำแหน่งหน้าที่ทางราชการ

คนที่มาเป็นเจ้ากรม  เจ้ากระทรวงหรือรัฐมนตรี ไม่มีความรู้อะไรในด้านที่ตัวเองทำมาก่อน พอมีคนมาเสนอหน้า พาไปเลี้ยง ไปไหนมาไหนคอยจัดการประสานงานและคอยทำตัวเป็นเจ้ากี้เจ้าการก็ชอบ

และพอกตำแหน่งหน้าที่การงานให้จนกระทั่งก้าวมาเป็นเจ้ากรมบ้าง รองเจ้ากรมบ้าง เจ้ากระทรวงบ้างและรองเจ้ากระทรวงบ้าง

พอมีตำแหน่งหน้าที่ พอมีอำนาจ ก็อดที่จะรับใช้และตามใจคนที่พอกตำแหน่งให้อย่างเต็มใจและเต็มตัว

เมื่อการเมืองทุกยุคทุกสมัย ต้องใช้เงินในการซื้อเสียง ต้องใช้เงินในการหาเสียง และต้องมีค่าใช้จ่ายมากมายก่ายกอง  จำเป็นที่จะต้องหาเงินมาเติมทุนที่ลงไปแล้ว และจำเป็นที่ต้องหาทุนไว้ต่อในวันข้างหน้ารวมถึงการที่จะต้องจ่ายคนที่ยกมือให้ในสภาฯ

ก็จำเป็นที่จะต้องหาคนมาคอยทำหน้าที่เชื่อมโยง

ข้าราชการบางคนเสนอตัวให้เข้าไปรับประกันราคาบ้าง รับจำนำบ้าง แทรกแซงราคาบ้าง บริษัทที่เสนอเข้ามาไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลไหน รัฐมนตรีไหน หากไล่เรียงลงไป ถ้าไม่มีใครไปทะเลาะกับใคร เรื่องจะไม่แดง แต่หากไปทะเลาะกับใครก็ต้องเจอรายการขุดคุ้ยและตรวจสอบท้ายสุดก็มาจนมุม

ทุกครั้งที่ผ่านมาในอดีตที่ผมเคยทำหน้าที่ตรวจสอบ  ผมเห็นการทำอะไรไม่ชอบมาพากลเยอะแยะไปหมด

ข้าราชการบางคนในเสื้อสูทจะมีใบสัญญาซื้อขายสินค้าทางการเกษตรที่หน่วยงานรับผิดชอบไม่มอบหมายพกเอาไว้หลายใบ พอเห็นราคาสินค้าทางการเกษตรปรับราคาสูงขึ้น มือขวาที่เซ็นต์ชื่อตามปกติก็เซ็นต์ชื่อตัวเองในฐานะคนขาย มือซ้ายก็เซ็นต์ชื่อในฐานะคนซื้อ พอเห็นราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้นก็เอาไปให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบอกลงนามในสัญญาเอาไว้แล้ว ลืมเอามาส่งทำให้รัฐขาดทุนไปในสัญญาที่ส่งไป และหลังจากนั้นไปหาบริษัทเอกชนให้สวมรอยโดยทำสัญญามอบหมายบ้าง มอบฉันทะบ้าง

องค์กรอิสระที่มีหน้าที่ตรวจสอบอันนี้  หากเห็นว่า คนรู้จักมักคุ้นกัน ก็พยายามสอบปากคำคนร้องเรียนครั้งแล้วครั้งเล่า บางเรื่องราวสอบกันถึง 15 ปีจนหมดอายุความก็สรุปออกมาว่าผิดวินัยไม่ร้ายแรงแต่เนื่องจากข้าราชการคนนั้นเกษียณอายุไปนานแล้ว ไม่สามารถลงโทษวินัยได้ แต่จะฟ้องอาญาแทน พออีกสองวันหมดอายุความ รัฐเสียหายเงินเป็นหมื่นล้าน

มันก็มีแบบนี้มาตลอดเวลา ขึ้นอยู่กับการเลือกฝ่าย เลือกข้างในการยืน

หลายข้าราชการ ที่ทำให้นักการเมือง ทำให้ข้าราชการชั้นสูง พอมีเรื่องมีราวขึ้นมา จะดิ้นรนอย่างไร ในเมื่อการสั่งการจากนักการเมืองก็ดี จากข้าราชการระดับสูงก็ดีเป็นการสั่งการด้วยวาจาไม่ได้สั่งการเป็นลายลักษณ์อักษรแต่สั่งการด้วยวาจาหาหลักฐานไม่ได้

เมื่อบ้านเมืองและประเทศเปลี่ยนแปลงไป เรามีศาลยุติธรรมที่ดูแลการทุจริตของข้าราชการในคดีที่ต้องถูกกล่าวหา

การพิจารณาและการลงโทษก็เกิดขึ้น

ผมเคยเตือนข้าราชการบางคนว่า ทำอะไรให้คิดหน้าคิดหลัง  ผมเคยโดนย้อนกลับว่าเพราะมึงมัวแต่คิดหน้าคิดหลัง ผู้ใหญ่ถึงไม่เอามึง

ผมเคยไปยืนดูคนที่ด่าผมในวันนั้น เดินคอตกในวัยหลังเกษียณและในวัยชราที่เดินหลังค่อมๆ หน้าซีด คอตกหลังโดนคำพิพากษาให้จำคุก

และเป็นการพิพากษาสุดท้ายของคดีเสียด้วย

การเป็นหัวหน้าส่วนราชการ เข้ามาด้วยเงิน เข้ามาด้วยเส้นสายการเมือง ท้ายสุดอนาคตราชการก็ต้องดับวูบเมื่อต้องถูกไล่ออกบ้าง ถูกปลดออกบ้าง และถูกจำคุกบ้าง

ผมนั่งมองเหตุการณ์บ้านเมืองและคนของราชการที่เดินเข้าเรือนจำคนแล้วคนเล่า

ผมมองนักการเมืองและคนที่เคยมีตำแหน่งหน้าที่ทางการเมืองเข้าเรือนจำคนแล้วคนเล่า

ถามว่า การไปรับใช้คนอื่นเขา แม้นว่าได้เงินได้ทองจากการทำงานในครั้งนั้นประเภทวัดครึ่งกรรมการครึ่ง สุดท้ายได้ใช้ไหม

บางคนโกงเงินหลวงไปใช้ชีวิตในต่างประเทศ บั้นปลายตาฝ้าฟางจะบอดเหล่มิบอดเหล่ เงินที่โกงไปกว่าร้อยล้าน ได้ช่วยชีวิตอะไรตัวเองได้บ้าง ประกอบกิจการก็ไม่มีใครไปอุดหนุนมีแต่เข้าเนื้อ มีแต่กินทุนและ

ท้ายสุดต้องบากหน้ากลับมาไทยเที่ยวหยิบยืมเงินใครต่อใครไปต่อชีพ ไปต่อธุรกิจและไปต่ออายุคนในครอบครัว

วิบากกรรมที่เกิดขึ้นเป็นกรรมที่ติดจรวดดั่งคำที่ว่า กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา