จากสำนึกสู่ปากกา » ควันหลงจากการเข้าฟังวิจัย สสว.(1)

ควันหลงจากการเข้าฟังวิจัย สสว.(1)

25 สิงหาคม 2017
74   0

 

ผมได้ไปนั่งฟังความคิดเห็นต่อร่างยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในเมืองเล็กของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ที่จ้างบริษัทเอฟฟินิตี้จำกัดดำเนินการวิจัย

ถามว่า คนทำวิจัยอธิบายดีไหม ผมตอบว่า คนทำวิจัยอธิบายดีมาก แต่พอถึงประเด็นคำถาม ดูเหมือนว่า เขาต้องการเขียนธงคำถามเอาไว้เพียงแค่เอาคนเข้าไปนั่งฟังเพื่อให้ครบถ้วนตามกระบวนการเท่านั้น

เขาไปทำใน 4 จังหวัดของประเทศไทยนั่นคือที่

ราชบุรี

สุราษฏร์ธานี

เชียงราย

พิษณุโลก

ผมจะไล่เรียงไปทีละประเด็นน่ะครับ

เขาบอกว่า ราชบุรีมีค่าเฉลี่ยต่ำกว่าเกณฑ์ของประเทศในอัตราการเติบโตและเป็นการขยายตัวค่อนข้างต่ำ  พิษณุโลกมีอัตราการเติบโตที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศในขณะที่สุราษฏร์ธานีมีอัตราการเติบโตที่ขยายตัวใกล้ค่าเฉลี่ยของประเทศแต่สูงกว่าเล็กน้อย ทางด้านเชียงรายถือว่า มีอัตราการขยายตัวที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วประเทศ

เมื่อมีการเปรียบเทียบแล้วสุราษฏร์ธานีมีการขยายตัวของ เอสเอ็มอี สูงกว่านครศรีธรรมราชแต่เป็นการขยายตัวที่ค่อนข้างจะนิ่ง

เขาวางปัญหาที่ได้ลงไปสำรวจวิจัยพบว่า

ปัญหาการพัฒนาผลิตภัณฑ์

ปัญหาแรงงาน

ปัญหาการรวมกลุ่มของผู้ประกอบการ

ปัญหาไม่มีการขยายโอกาสให้เอสเอ็มอี

ปัญหานโยบายของภาครัฐขาดการต่อเนื่อง

ปัญหางบประมาณของภาครัฐขอปีนี้กว่าจะได้อีกสองปีข้างหน้า ซึ่งไม่ทันการณ์แล้ว

ปัญหาภาครัฐต่างคนต่างทำ

ถ้าจะถามผมว่า การพัฒนาผลิตภัณฑ์วันนี้ภาครัฐทำไหม ตอบว่าทำ แต่ทำไปในทิศทางที่เจ้าของโครงการคิดและพูดเอง เออเอง ทำเองแล้วมาตรวจรับงานเอง โดยไม่ลงไปมองถึงก้นบึ้งของพื้นที่แต่อย่างใด

เราไม่เข้าใจอย่างลึกซึ้งว่า เราไปพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้กับเราแล้วเขาขายใคร

คนที่เขียนโครงการของบพัฒนาผลิตภัณฑ์ก็ขอไป

แต่ไม่เคยถามตัวเองเลยว่า จะขายผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาแล้วที่ไหน

ไม่ต่างไปจากคนที่พิจารณาให้การสนับสนุนเงินกู้หรือการช่วยเหลือ วางแนวทางว่าจะต้องช่วยเหลืออย่างนั้นอย่างนี้และประกาศผลสำเร็จที่คาดว่าจะเกิด แต่ท้ายที่สุดแล้ว

เมื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ออกมาแล้ว ไม่รู้ว่าจะขายใคร ขายไม่ออก แล้วคนที่ผลิตออกมาเจ๊ง ไม่มีตังค์ไปจ่ายดอกเบี้ยและเงินต้น

ถามว่าใครเสียหาย

ผมเห็นหลายโครงการของภาครัฐที่ทำกัน เจ้าของโครงการแต่ละคน คนที่เสนอแนะและพูดเจื้อยแจ้วนกแก้วนกขุนทองเวลานำเสนอ พอเกิดความเสียหายขึ้นมาก็หันไปโทษฟ้าโทษดินโทษกรรมการและโทษคนอื่นทั้งที่ไม่มองตัวเองเลยว่า

ขาดวิสัยทัศน์ในการพัฒนาการตลาดควบคู่ไปกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์

ปัญหาถัดมาก็คือปัญหาแรงงาน ถามว่าประเทศไทยขาดแคลนแรงงานไหม ตอบว่าไม่ขาดแคลน แต่แรงงานที่มีอยู่เป็นแรงงานที่ขี้เกียจ เล่นเกมส์ ไม่ตั้งใจทำงาน อยากได้เงินเดือนสูงๆ พ่อแม่อับอายหากลูกทำงานที่ต่ำกว่ามาตรฐาน ทั้งที่พ่อแม่ไม่เคยมองขีดความสามารถของลูกของตนเองเลยว่ามีศักยภาพแค่ไหนอย่างไร

ทำงานแบบเหยียบขี้ไม่ฝ่อและท้ายที่สุดต้องไปควานหาแรงงานต่างชาติเข้ามาทำงานแทน

แรงงานต่างชาติไม่ต่างจากแรงงานไทยในอดีตที่ออกไปหางานทำ  ไปขุดทองในสหรัฐอเมริกาเมืองลอสแองเจลิสหรือ แอลเอ. ขยันขันแข็ง ใช้น้อยเก็บสะสมมาก สุดท้ายแรงงานไทยไปสร้างกิจการขึ้นมาเหนือกว่าคนอเมริกันที่ไม่ตั้งใจและไม่ขยัน

และวันนี้ย้อนรอยกลับมาสู่ประเทศไทย แรงงานพม่าขยันขันแข็งกว่า เข้าไปเซ้งกิจการตามแผงขายของตามตลาดสด ตลาดนัดเพราะคนไทยไม่ตั้งใจ และมัวแต่เล่นกีฬาสีในยุคสมัยหนึ่ง พอมาวันนี้จะออกมาบอกว่าคนต่างชาติเจ้าของกิจการทั้งนั้นแล้วทำไมตัวเองไม่ขยันเหมือนคนต่างชาติที่เข้ามาเก็บหอมรอมริบจนกระทั่งเป็นเจ้าของกิจการเล่า

นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นในระยะเวลานับจากโทรศัพท์มือถือระบาด เกมส์ระบาดและการเล่นสังคมออนไลน์ระบาดในขณะที่คนต่างชาติไม่ได้ใส่ใจในส่วนนั้น