บทวิเคราะห์การเมือง » ไยจึงต้องหวั่นไหวต่อการฟังคำพิพากษาอดีตนายกรัฐมนตรี 

ไยจึงต้องหวั่นไหวต่อการฟังคำพิพากษาอดีตนายกรัฐมนตรี 

19 สิงหาคม 2017
58   0

 

คำพิพากษาอดีตนายกรัฐมนตรี

อย่าลืมเป็นอันขาดว่า นางสาวยิ่งลักษณ์  ชินวัตร มีสถานะเป็นอดีตปาร์ตี้ลิสต์ลำดับหนึ่งของพรรคเพื่อไทย และมีสถานะเป็นอดีตนายกรัฐมนตรีในสังกัดพรรคเพื่อไทย

ต้องห้ามลืมเป็นอันขาดว่า ในสถานะปัจจุบันของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีสถานะเป็นผู้ถูกกล่าวหาในคดีทุจริตหลายต่อหลายคดีและแทบจะทุกคดีจะอยู่ในขั้นตอนของการดำเนินการในศาลสถิตย์ยุติธรรมและบางคดีกำลังจะมีคำพิพากษาออกมา

อย่าลืมเป็นอันขาดว่า นางสาวยิ่งลักษณ์  ชินวัตร มีสถานะเป็นเพียงอดีตนายกรัฐมนตรี ที่มาจากการเมืองและต้องไปกับการเมือง หาได้มีสถานะดีไปกว่าอดีตนายกรัฐมนตรีอื่นใดไม่ว่าจะเป็นนายชวน หลีกภัย,นายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ หรือนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ แต่อย่างใดไม่

ห้ามลืมเป็นอันขาดว่า ภายหลังจากนางสาวยิ่งลักษณ์  ชินวัตร ออกปรากฏตัวต่อสาธารณชนในการเข้าไปรับซื้อข้าวสารจากเกษตรกรโดยตรงและนำมาจำหน่ายให้กับประชาชนทั่วไป เกิดอาการฟีเวอร์และขายดิบขายดีจนกลายเป็นกระแสย้อนกลับไปยังรัฐบาลว่า

กำลังทำอะไรอยู่ จึงไม่ดำเนินการใด

จึงกลายเป็นกระแสคำสั่งแบบบ้าคลั่งให้ส่วนราชการและหน่วยงานต่างๆเข้าไปรับซื้อข้าวสารจากชาวนาโดยตรงและกลายมาเป็นทุกงานที่จัดโดยส่วนราชการในสังกัดรัฐบาลจะต้องมีข้าวสารจากเกษตรกรเข้ามาขายโดยตรง  โดยส่วนราชการเข้าไปมีบทบาทในการแนะนำ ถ่ายทอดและมอบอุปกรณ์บรรจุภัณฑ์ให้เกษตรกรบรรจุหีบห่อข้าวสารออกมาจำหน่าย

กลายเป็นกระแสตามหลังมาว่า รัฐบาลไม่เคยมีแนวคิดในการพัฒนาไปข้างหน้า ต้องเดินตามหลังอดีตผู้นำที่ถูกโค่นล้มจากอำนาจการบริหารจัดการแผ่นดิน

ห้ามลืมเป็นอันขาดว่า นางสาวยิ่งลักษณ์  ชินวัตร ไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง ณ พื้นที่ใด เกิดอาการหวั่นไหวภายในพื้นที่ไม่ว่าจะเป็นระดับผู้ว่าราชการจังหวัด  ระดับผู้พิทักษ์สันติราษฏร์และระดับหน่วยกำลังด้านความมั่นคงต่างๆจะต้องรายงานความเคลื่อนไหวอย่างละเอียดยิบถึงขั้นจะต้องบันทึกภาพผู้ร่วมติดตามและผู้เข้าร่วมในการแสดงออกถึงการต้อนรับ มีการตรวจสอบสถานะรถที่นำมารับและส่งผู้คนทั่วไป ถึงขั้นลงไปตรวจลึกว่า คนขับรถตู้ที่ให้เช่ากระทำการใดที่ไม่ถูกต้องตามระเบียบเกี่ยวกับรถสาธารณะบ้าง

กลายเป็นกระแสตีกลับต่อความไม่ชื่นชอบและไม่พอใจการบริหารและการสั่งการของผู้บริหารรัฐบาล ทั้งที่จะด้วยความรู้เห็น และการสั่งการหรือไม่  ไม่มีใครทราบ แต่การดำเนินการเยี่ยงนั้นเป็นการบ่อนทำลายภาพลักษณ์ของรัฐบาลเอง

และเป็นกระแสความไม่พอใจในเชิงลึกที่แพร่ขยายกว้างจากคนที่โดนตรวจสอบหรือเข้มงวดกระจายไปยังญาติพี่น้องและกลายเป็นคนทั้งหมู่บ้านในที่สุด

ห้ามลืมเป็นอันขาดว่า การออกมาให้ข่าวด้านเดียวของหน่วยงานในสังกัดรัฐบาล กระหน่ำโหมในเรื่องการทุจริตการรับจำนำข้าว ว่ามีการกระทำการทุจริตในการรับซื้อ มีการทุจริตปล่อยจนข้าวเน่า และมีการนำข้าวเน่าออกไปจำหน่ายในราคากิโลกรัมละหนึ่งบาทดังที่เกิดกระแสข่าวในอดีต แต่กลับไม่มีการออกมาอธิบายถึงความเป็นไปและความมาของคำกล่าวหาอย่างละเอียด หรือหาบุคคลที่พอจะเข้าใจออกมาอธิบายให้เกิดความเข้าใจตรงกันในหมู่ประชาชน

กลับหามีใครสามารถออกมาให้คำอธิบายได้แต่อย่างใดไม่

ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานกรมการค้าภายในที่ดูแลองค์การคลังสินค้า

ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ดูแลองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร

กับกลายเป็นใครไม่รู้ที่ออกมาให้ข่าวและพอเกิดการซักถาม ก็เกิดอาการไม่พอใจที่ตั้งคำถามยากจนเกินกว่ากการอธิบายได้ กลายเป็นที่ค้างคาใจของเกษตรกรรอบนอกทั่วประเทศและกลายเป็นกระแสความไม่เข้าใจจนเกินคำถามกันแพร่หลายว่า

นี่คือการเขียนโทษเอง กำหนดเองและเล่นบทบาทเองใช่หรือไม่

อย่าลืมว่า สามปีของการบริหารจัดการประเทศ ภายในการกำหนดแนวทางของคณะรักษาความสงบแห่งชาติหรือ คสช.และภายใต้รัฐบาลที่มีนายทหารและอดีตข้าราชการเข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี สามารถที่จะใช้เครื่องมือของรัฐในการดึงข้าราชการที่มีความรู้ ความเข้าใจ ออกมากำหนดแนวทางและกลยุทธในการโน้มน้าวจิตใจของประชาชนทั่วประเทศได้

แต่ไม่น่าจะเชื่อว่า สามปีผ่านพ้นไป สถานการณ์ได้ใจจากประชาชนของรัฐบาลกลับลดน้อยถอยลงจากวันแรกที่เอารถถังออกมาจากกรมกองเข้ายึดอำนาจการปกครองประเทศจนถึงวันนี้ ไม่สามารถเติมกระแสนิยมให้เพิ่มขึ้นแต่ตรงกันข้ามกระแสนิยมกลับลดน้อยถอยลง หากใช้คนทำโพลที่มีคุณภาพจากต่างประเทศที่ดำเนินการ

เหตุเพราะอะไร ทั้งที่รัฐบาลยึดเวลาปลุกกระแสนิยมในตัวรัฐบาลทุกวันศุกร์ที่สถานีโทรทัศน์ทุกช่องจะต้องถ่ายทอดจากแม่ข่ายในการที่นายกรัฐมนตรีออกมาพบประชาชน

กลายเป็นวันศุกร์แทนที่ประชาชนทั่วประเทศจะหันมาเปิดโทรทัศน์ดูท่านผู้นำพูดกลับกลายเป็นตามร้านอาหารเนืองแน่นไปด้วยผู้คนและพ่อแม่ผู้ปกครองจะนำบุตรหลานไปเดินตากแอร์ในห้างสรรพสินค้าหรือศูนย์การค้า

ทั้งที่กลไกรัฐมีเครื่องมือในการสำรวจคะแนนนิยมและมาปรับเนื้อหาเพื่อเติมกระแสนิยมในตัวรัฐบาลให้เพิ่มขึ้นได้อย่างไม่ยากเย็นมากนัก

ทั้งที่รัฐบาลมีคณาจารย์จากทุกมหาวิทยาลัยที่พร้อมจะรีบสาวเท้าก้าวออกมาสนองนโยบายและรับคำสั่งในการออกมาวางแผน

ทั้งที่รัฐบาลมีสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติในการวางแผนสร้างฐานนิยมให้อย่างดี

ทั้งที่รัฐบาลมีสำนักงานสถิติแห่งชาติที่สามารถออกมาระดมการตรวจเก็บความเห็นในแต่ละเดือนเพื่อนำกลับมาวิเคราะห์ด้วยกระบวนการที่ซับซ้อนของนักวิชาการที่อ่านยาก  ฟังยาก แต่ตัวเลขออกมาน่าพอใจกว่าในปัจจุบัน

อย่าลืมเป็นอันขาดว่า รัฐบาลนี้มีผลงานในรอบสามปีมากมายก่ายกอง สถานีวิทยุและสถานีโทรทัศน์ในสังกัดกองทัพบก และสังกัดองค์การสื่อสารมวลชนแทบจะทุกช่อง สามารถดึงเวลาของสถานีออกมาติดตามและนำเสนอผลงานที่ได้ใจ  โดนใจประชาชน

ไฉนจึงไม่ใครคิดในรัฐบาลนี้

ทั้งที่นายทหารถึงขั้นยศพลโทเข้าไปดำรงสถานะอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ในระดับผู้บริหารระดับสูงลิ่วของหน่วยงาน

ไยจึงไม่สามารถใช้สื่อสารมวลชนในมือของรัฐบาลสร้างคะแนนนิยมและก้มหน้าก้มตาสร้างผลงาน

อย่าลืมเป็นอันขาดว่า วันนี้พ่อค้า แม่ค้า เจ้าของกิจการทั่วประเทศ และเกษตรกรต่างๆ ไม่สนใจว่า รัฐบาลจะดำเนินการตามกฎหมายกับใคร และวิธีการใด ไม่สนใจว่านักการเมืองคนไหนจะเดินเข้าไปในคุก แต่คนเหล่านั้นสนใจและอยากจะรู้ว่า

จะทำอย่างไรให้ราคาข้าวไม่ตกต่ำในการรับซิ้อแต่ละฤดูการผลิต  ชาวสวนปาล์มสนใจว่า เมื่อไหร่ผลปาล์มจะราคาสูง ชาวสวนยางสนใจว่า จะทำอย่างไรให้ราคายางสูงลิ่วถึง  120  บาท และเคยออกมาอาละวาดปิดถนนประท้วงรัฐบาลที่ผ่านมา แต่กลับกลายเป็นว่า วันนี้ราคายาง 4 กิโลกรัม 100  บาท ชาวบ้านกลับไม่มีอาการอื่นใดนอกจากนักการเมืองและหัวคะแนนของอดีตนักการเมืองที่ออกมาเคลื่อนไหวข่มขู่แต่ตาเหลือบปืนของทหารที่ออกมาเชิญและประกบ

วันนี้ชาวบ้านร้านตลาดที่มีลูกหลานเป็นพนักงานในโรงงานกำลังเงยหน้ามองรัฐบาลว่า จะแก้ไขปัญหาสินค้าขายฝืด และขายไม่ออกจนถึงขั้นปลดพนักงานและหลายแห่งถึงขั้นลอยแพพนักงานเพื่อปิดกิจการเสียมากกว่า

ควรค่าแก่การบอกว่า ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่ผู้นำในคณะนายทหารในคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และผู้นำนายทหารในคณะรัฐบาล จะต้องหันมายอมรับความจริงที่เกิดขึ้นในประเทศนี้และหันมานั่งจับเข่าคุยกันว่า จะหาทางแก้ไขปัญหาเหล่านี้ร่วมกันอย่างไร

มากกว่า การนำคนที่มีความเห็นต่างในด้านเศรษฐกิจไปปรับทัศนคติและการนำกำลังเข้าค้นบ้านของคนแสดงความคิดเห็นต่าง

แทนที่จะเชิญคนเหล่านั้นเข้ามานั่งถกกับผู้นำรัฐบาลเพื่อหาทางออกของประเทศ

มากกว่าการออกมาแสดงอาการหวั่นไหวจากการที่ประชาชนจะเข้ามาเป็นกำลังใจให้ผู้หญิงคนเดียวที่ผ่านการเป็นนายกรัฐมนตรีที่กำลังจะต้องเข้ารับฟังคำพิพากษา