จากสำนึกสู่ปากกา » เราพัฒนาชุมชนให้เป็นเมืองท่องเที่ยวแบบไหน?(1)

เราพัฒนาชุมชนให้เป็นเมืองท่องเที่ยวแบบไหน?(1)

13 สิงหาคม 2017
85   0

                ทุกครั้งที่ผมลงไปในพื้นที่ หลายพื้นที่มีทรัพยากรธรรมชาติเหมาะแก่การท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก

หลายพื้นที่ ไม่มีโรงแรม ที่พัก ซี่งหากจะมีก็ห่างเป็นสิบหรือหลายสิบกิโลเมตร

เราจึงก่อกำเนิดสิ่งที่เรียกว่า โฮมสเตย์ และมีการกำหนดมาตรฐานขึ้นมา แต่ในความเป็นจริงแล้ว โฮมสเตย์ที่เป็นโฮมสเตย์ตามมาตรฐานอย่างแท้จริง มักจะไม่มีใครใส่ใจที่จะเข้ามาพักค้างแรมเหตุเพราะ

ประการแรก คนที่เข้ามาพัก หากเป็นหญิง อาจจะระแวงว่า เจ้าของบ้านจะข่มขืนหรือล่วงเกินทางเพศ ในขณะที่ลูกค้าชายอาจจะระแวงว่าจะโดนลักทรัพย์ตอนหลับหรือจี้ทรัพย์ตอนปลอดจังหวะ

ประการที่สอง คนเป็นเจ้าของบ้านเกิดอาการระแวงเหมือนกันว่า คนมาพักหากเป็นชายจะล่วงละเมิดทางเพศกับหญิงสาวในครอบครัวหรืออาจจะปล้นหรือจี้หรือลักทรัพย์

กลายเป็นอาการหวาดระแวงระหว่างกันและกัน

ผมเคยเสนอให้ทุกคนรับทราบกันไปว่า

โฮมสเตย์ ควรจะต้องปรับแก้ในมาตรฐานเสียบ้างนั่นคือ

                นั่นคือให้กลายเป็นที่พักแรมเป็นสัดเป็นส่วนแบบในต่างประเทศที่เรียกว่า

Bed and Breakfast

ที่เรียกคำย่อว่า บีแอนด์บี

นั่นคือมีเตียงกับมีอาหารเช้า

เป็นการแบ่งสัดส่วนกันระหว่างเจ้าของบ้านและผู้มาเยือน

และห้องพักจะเป็นสองแบบคือ แบบห้องน้ำรวมกับแบบห้องน้ำในตัว

เจ้าของบ้านจะซอยเนื้อที่ภายในบ้านให้เป็นห้องในระดับต่างๆกันเพื่อให้คนสามารถเข้ามาเลือกได้ในราคาที่แตกต่างกัน

พอตื่นเช้าขึ้นมา เจ้าของบ้านจะมีอาหารเช้านับจากนมสดให้  มีน้ำร้อนให้ชงกาแฟ หรือชา  มีขนมปังให้ปิ้งและมีไส้กรอก แฮม พร้อมกับไข่ดาวให้กิน

บางแห่งจะใส่ถาดปล่อยให้คนมาพักตักใส่จานกินเอง แต่บางแห่งจะใส่ในจานเอามาให้เพื่อที่จะ

ไม่ทำให้เจ้าของบ้านขาดทุนจนเกินไป

ผมเคยไปนอน อย่างที่ว่านี้ ที่ไอร์แลนด์ และเคยนอนในเมืองแมนเซสเตอร์มาก่อนหน้านี้ คิดว่ามันก็สะดวกดีและที่สำคัญคือ

ราคาถูกกว่าไปนอนตามโรงแรมเสียอีก

ตามชนบทที่มีแหล่งท่องเที่ยวระดับบ้านๆ ผมถึงอยากจะให้มีโฮมสเตย์หรือที่พักแรมเอาไว้รองรับเพราะฉะนั้นในมาตรฐานการท่องเที่ยวโดยชุมชนอาเซียนจะกำหนดให้มีที่พักแรมเอาไว้ด้วย และที่สำคัญที่สุดในวันนี้ที่เราเผชิญกับปัญหาในหลายจังหวัดคือ

แหล่งท่องเที่ยวแห่งนั้นเป็นเพียงแค่ทางผ่าน

ให้นักท่องเที่ยวผ่านเข้ามาแวะชม  แวะเข้าห้องน้ำ ทั้งขี้และทั้งเยี่ยวเสร็จก็สะบัดก้นกลับไป

ชาวบ้านจะเหลืออะไร

เมื่อวันที่ผมเข้าไปที่ตลาดศาลเจ้าโรงทอง 100 ปี อำเภอวิเศษชัยชาญ อ่างทอง  ผมตกตะลึงเพราะสภาพตลาดตกต่ำ นักท่องเที่ยวหาย ต่างไปจากยุคที่ผมเป็นนักข่าวและการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยในสมัยนั้นเชิญผมเข้าไปร่วมทำข่าว ที่เขาเชิญเพราะผมมีคอลัมน์  พอที่จะเขียนชื่นชมผลงานให้เขาตัดเข้าแฟ้มเสนอผู้ใหญ่ว่าเป็นผลงานของตัวเอง

                แต่ผมมองต่างจากสิ่งที่เขาพาผมไปคือ

ชาวบ้านจะได้อะไร หลังการท่องเที่ยวเกิดในพื้นที่ของเขา

คีรีวง เละตุ้มเป๊ะ หลังการประกาศให้เป็น 12 เมืองต้องห้ามพลาด ไม่เคยมีใครลงไปวางแผนอะไรให้กับชาวคีรีวงแต่อย่างใด

พอมีการบูมการท่องเที่ยวด้วยการใช้แผนงาน 12  เมืองต้องห้ามพลาดขึ้นมา

นักท่องเที่ยวจากทั่วทุกสารทิศหลั่งไหลเข้าไปในดินแดนคีรีวงจนกระทั่งนักลงทุนแห่กันเข้าไปกว้านซื้อที่ดินเพื่อสร้างความเจริญในรูปแบบของเขาแต่เป็นการสร้างหายนะให้กับชุมชนที่เคยอยู่อย่างสงบ

ท้ายที่สุดชาวคีรีวง ทะเลาะเบาะแว้งแบ่งฝ่าย พวกมึง พวกกูและจนกระทั่งวันนี้ยังรวมกันติดหรือไม่

ผมไม่ทราบ

การท่องเที่ยวในเชิง 12 เมืองต้องห้ามพลาด ลงไปโครมเดียว คนคีรีวงตั้งหลักไม่ทัน และกลายเป็นการไร้การจัดระเบียบ สภาพธรรมชาติถูกแปรเปลี่ยนเป็นอย่างอื่น เป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างและ

สุดท้ายกลายเป็น

                สิ่งปรักหักพังเหลือจากการท่องเที่ยวของประเทศ

ชาวคีรีวงได้อะไร นอกจากขยะที่เหลือเดนจากการท่องเที่ยวที่ทิ้งเอาไว้

ผมไม่ต้องการจะเห็น จะให้แหล่งท่องเที่ยวที่มีความเป็นธรรมชาติเป็นแบบนั้น

ผมไม่ต้องการให้บริษัททัวร์เข้ามาตั้งร้านขายของที่ระลึกเอง ตั้งร้านอาหารเองและทำการค้าขายแบบเอารัดเอาเปรียบเอง

ผมจึงเข้าไปในพื้นที่เพื่อมีส่วนช่วยในการจัดวางมากกว่าการฉาบฉวยทำแบบเศรษฐีเงินหลวง