มองแบบเผ่าเทพ » ภาษีบุญ-ไม่ใช่ภาษีบาป

ภาษีบุญ-ไม่ใช่ภาษีบาป

4 สิงหาคม 2017
92   0

 

เราขอนิยามภาษีสุรา-ยาสูบของกรมสรรพาสามิตใหม่ว่ามิใช่
ภาษีบาป
มันไม่ยุติธรรมกับผู้เสียภาษีเลย ไม่ว่าเขาทำบาปจริงๆแล้วเขาทำร้ายตัวเองทำบาปให้กับตัวเองมากกว่า แต่ภาษีที่เข่เสียกลับเป็นประโยชน์ต่อสังคมประเทศชาติต้องเรียกว่าเป็น
“ภาษีบาป”
อีกไม่นานเกินรอ รัฐจะเพิ่มภาษีสุรา-ยาสูบที่เคยเก็บได้ปีละสองแสนกว่าล้านบาท อีก 2 % เพื่อนำไปเข้า “กองทุนผู้สูงอายุ” ซึ่งจะได้เงินประมาณ 4,000 ล้านบาท อย่างนี้ไม่เรียกว่า
ภาษีบุญหรือ?
ความจริงภาษีบุญนี้น่าจะเอาภาษีเครื่องดื่มชูกำลังทั้งหลาย เครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์เข้ามารวมด้วย อย่างไรก็ดี “ภาษีบุญ”นี้เป็นที่หมายตาของหน่วยงานต่าง ๆ กันอย่างมากตั้งแต่สมัยรัฐบาลทักษิณ แบ่งภาษีบุญ 2 % ให้สำนักงานส่งเสริมสุขภาพ(สสส.) ก็มีการขอเอี่ยวภาษีนี้กันหลายองค์กรจนบัดนี้ได้ไปแล้ว 3 องค์กร คือ
1 สสส.
2 กองทุนพัฒนากีฬา
3 สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส
และจะมาองค์กรที่ 4 ก็คือ “กองทุนผู้สูงอายุ” ซึ่งเพิ่งจะเริ่มในปี 2561 นี้
เราอยากขอย้อนไปดูผลงานขององค์กรต่าง ๆ ที่ได้งบประมาณจาก “ภาษีบุญ”นี้ไปโดยไม่ต้องทำโครงการเสนอ เขาจะได้ทุกปีเป็นประจำ เช่น
สสส. จะได้ส่วนแบ่ง 2 % จากภาษีบุญนี้หรือประมาณสี่พันสองร้อยล้านบาทในปัจจุบัน เมื่อเริ่มแรกได้สองพันล้านเท่านั้น แต่กม.เขียนไว้ให้ 2 % จาก “ภาษีบุญ” ภาษีเพิ่มก็ได้เพิ่ม แต่ผลงานไม่มีใครทราบ
หน้าที่ของ สสส.หลักเมื่อเริ่ม
ลดคนดื่มสุรา-ยาสูบ-บุหรี่
แล้วเป็นไงครับประเทศไทยติดอันดับ 5 หรือ 6 ของโลกที่มีประชากรดื่มสุรามากที่สุดในโลก ประเทศไทยมีเยาวชนสูบบุหรี่เป็นอัตราส่วนต้น ๆ ของเอเชีย อาจจะจัดนับ 1 ในอาเซียนด้วยซํ้า อยากทราบว่าเงิน 4,000 กว่าล้านบาทของ “สสส.”มีผลงานอะไรบ้างใครเป็นผู้ประเมินและจะปล่อยไปอย่างนี้หรือ
ยุบ สสส.นะคงไม่ถึงกับยุบแต่ต้องปฏิรูปต้องกำหนดวงเงินงบประมาณไม่เกินเท่านั้น เท่านี้ ต้องมีการแสดงสถิติตัวเลขผลงานทุกปี ถ้าไม่ใช่ทุกไตรมาส สตง.เข้าตรวจการงบประมาณของ สสส. เช่นเดียวกับหน่วยงานรัฐบาลก็น่าจะรายงานให้ประชาชนผู้เสียภาษีได้ทราบ
สสส.น่าจะมีเป้าหมายว่าปีนี้ อดเหล้าเข้าพรรษาจะมีประชาชนเลิกเหล้ากี่คน ปีนี้จะมีการขายบุหรี่ลดลงกี่เปอร์เซ็นต์ ผู้ใช้แรงงานมีความสุขขึ้นอย่างไรบ้างเห็นใช้งบประมาณกันอย่างกับเศรษฐี แต่ได้ผลเพียงใดไม่รู้งบประมาณ สสส.ไม่ควรตั้งแบบปัจจุบัน ต้องมีแผนงาน ผลงาน และวงเงินเขาเห็นว่า 4,000 ล้านบาทก็สูงมากพอแล้ว ควรกำหนดไว้แค่นี้พอ ข้อสำคัญหน่วยตรวจสอบต้องเข้มมาก ๆ
สำหรับ “กองทุนพัฒนาการกีฬา”ก็เช่นกัน ต้องจำกัดวงเงินไว้ที่ 4,000 ล้านเช่นกัน และต้องมีหน่วยงานตรวจสอบที่เข้มแข็งจริง ๆ การใช้งบประมาณต้องโปร่งใสนี่สำคัญที่สุด เพราะในวงการนี้มีเรื่องอื้อฉาว โกง-กินกันน่าดูมากที่สุดแห่งหนึ่ง
สำหรับวิทยุโทรทัศน์ “ไทยพีบีเอส”อยากทราบว่ามีประชาชนคนดูทีวีช่องนี้สักเท่าไร น่าจะลองศึกษาดูใหม่เอาไปรวมกับช่อง 11 ได้ไหม ที่จำกัดวงเงินไว้ 1,500 ล้านบาทต่อปีก็ไม่แน่ว่าสูงไป ได้ผลหรือไม่ ช่อง 11 ได้งบเท่าไร ทำไมทำไม่ขึ้นถ้ารวมกับไทยพีบีเอสซึ่งอ้างว่าเป็นช่องของประชาชน จะมีขึ้นไหม? อยู่อย่างนี้เราว่าคนดูจะลดลงๆจะสู้ทีวีดิจิตอลทั้งหลายไม่ได้
การที่ รบ.จะ “เก็บภาษีบุญ”เพิ่มขึ้นอีก 2 % รายได้ส่วนใหญ่มิได้มาจากบุหรี่ หากมาจากเบียร์ และสุรามากกว่า ในปี 2559 รัฐเก็บภาษีสุรา-ยาสูบได้ 2.13 แสนล้านบาท เป็นของเบียร์ 8 หมื่น 6 พันล้านบาทหรือ 40 % เป็นของสุราทุกชนิด 6 หมื่น 2 พันล้านบาท หรือ 29 % เป็นของยาสูบ 6 หมื่น 5 พันล้านบาท หรือ 31 % เราว่าภาษียาสูบยังน้อยไปถ้าจะบีบให้ผู้สูบบุหรี่เลิกบุหรี่ราคาก็เป็นปัจจัยหนึ่ง ถาม สสส.ดูซิครับว่าอะไรได้ผลที่สุดแล้วได้จริงไหม?
เราเห็นด้วย 100 % ที่รัฐบาลจะแบ่ง “ภาษีบุญ”นี้ไปเข้า “กองทุนผู้สูงอายุ” โดยเฉพาะที่ขึ้นภาษีนี้ 2 % จะได้เงินประมาณ 4,000 กว่าล้านบาท และไม่ควรนำไปแบ่งให้หน่วยงานอื่นเช่น สสส.กองทุนพัฒนากีฬาและไทยพีบีเอสเลย ข้อสำคัญต้องตั้งเป้าหมายไว้ว่าควรจะต้องตั้งงบ “ภาษีบุญ”นี้เข้า “กองทุนผู้สูงอายุ”ปีละเท่าไร ในระยะแรกควรจะมากหน่อยเพื่อตั้งเป็นกองทุนฯหารายได้ต่อไปด้วย
ในอนาคตประเทศไทยจะประสบปัญหาการดูแลผู้สูงอายุเป็นอย่างมาก ความเหลื่อมลํ้าตรงนี้จะขยายความกว้างขึ้นอย่างมาก ถ้ารัฐไม่เตรียมตัวให้ดีเพราะสังคมไทยเปลี่ยนไป รัฐบาลก่อน ๆไม่ได้เตรียมการเรื่องนี้ไว้อย่างเหมาะสม ปัญหาจะตามมามากมาย อีก 10 ปีข้างหน้าผู้สูงอายุที่ไม่มีรายได้พอเพียงแก่การครองชีพจะมีจำนวนหลายสิบล้าน!!? แล้วรัฐจะทำอย่างไร?
รัฐต้องลดงบประมาณป้องกันประเทศ ลดรายจ่ายของรัฐทุกกระทรวง โดยเฉพาะกำลังคนตัดภาษีเงินได้ขั้นสูงทั้งของนิติบุคคล และประชาชนทั่วไปมาให้ “กองทุนผู้สูงอายุ” และเริ่มบริหารกองทุนนี้อย่างจริงจังยังจะพอแก้ปัญหาไปได้บ้าง

ปิดโหมดสีเทา