มองแบบเผ่าเทพ » รถไฟไทย-จีน 3

รถไฟไทย-จีน 3

4 กรกฎาคม 2017
77   0

เรื่อง“รถไฟความเร็วสูง”ไทย-จีนหรือจีน-ไทยคงจะไม่จบง่าย ๆ หลังจากเขียนมา 2 ตอนแล้ว เมื่อวันที่ 22 มิ.ย. 2560 ได้เจอบทความของดร.วีรพงษ์ รามางกูร เรื่อง”จะเป็นเรื่องใหญ่”เขียนเกี่ยวกับ “รถไฟความเร็วสูง”ไทย-จีน ข้อมูลเพียบและไม่ซํ้ากับบทความ 2 ตอนที่เขียนมาเลย ชอบมากจึงขออนุญาตนำบทความของท่านทั้งหมดมาให้ท่านผู้อ่านได้ตัดสินเองว่าดีไหมเพียงไร

**จะเป็นเรื่องใหญ่**
โดย ดร.วีรพงษ์ รามางกูร

โครงการรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพ-โคราช-หนองคายดูจะเป็นเรื่องใหญ่ ไม่แพ้โครงการจำนำข้าวของรัฐบาลที่แล้วจนเป็นสาเหตุสำคัญที่คณะนายทหารเอามาเป็นข้ออ้างในการทำปฏิวัติรัฐประหาร ข่าวการลงนามซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ที่ผ่านมาเช่น เรือดำนํ้า รถถัง รถหุ้มเกราะล้อยาง รวมแล้ว 4-5 หมื่นล้านก็ผ่านไป ขณะที่สื่อให้ความสำคัญกับข่าวการจับกุมชายวัย 62 ในคดีระเบิดในโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า และข่าวไฟไหม้คอนโดเฟลที่ชายกรุงลอนดอนมากกว่าข่าวการซื้ออาวุธ โครงการต่อไปที่รัฐบาลจะมอบให้จีนเป็นผู้ได้รับสัมปทานก่อสร้างก็คือ “โครงการรถไฟความเร็วสูง”กรุงเทพ-โคราช-หนองคาย ยอมทำสัญญากับจีนก่อน 3.5 กิโลเมตร เพื่อกันคนอื่นจะเข้ามาแข่งขัน
ภาพที่ออกมาในขณะนี้ก็คือรัฐบาลไทยถูกรัฐบาลจีนกดดันอย่างหนักเพื่อให้ดำเนินการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงจนหลายคนคิดว่าเป็นโครงการยุทธศาสตร์ทางการเมืองและการทหารของจีน จีนจึงกดดันอย่างหนัก ขณะเดียวกันฝ่ายไทยก็ไม่ได้ตอบว่าอย่างไร อะไรเป็นสาเหตุให้รัฐบาลไทยยอมให้จีนกดดันด้วยคำพูดที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยได้ยินมา
ข้าราชการเขารู้ดีว่าจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างไรบ้างเพื่อการมีธรรมาภิบาล เพื่อความโปร่งใสและไม่สามารถปฏิบัติตามคำสั่งที่ไม่เป็นทางการได้ จนรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจต้องออกมาแสดงความกดดันเอง ซึ่งทำให้ข้าราชการเสียอำนาจต่อรองไปค่อนข้างมาก
ปกติโครงการต่างๆย่อมมีโอกาสรั่วไหลได้ง่ายยิ่งเป็นรัฐบาลทหารที่มีอำนาจเด็ดขาดที่ไม่การตรวจสอบก็ยิ่งมีโอกาสรั่วไหล รัฐบาลทหารที่ผ่าน ๆ มา ไม่ว่าเป็นรัฐบาลยุคพัฒนาในปี “2506-2516″จนผู้นำรัฐบาลทหารทั้ง 2 ยุค ต้องถูกตามยึดทรัพย์เป็นจำนวนมาก เพราะไม่สามารถอธิบายได้ว่า ทรัพย์จำนวนมากเหล่านั้นมาได้อย่างไรจนมีการฟ้องร้องชิงมรดกกันในหมู่ทายาท “ผ้าขาวม้าแดง”และพรรคพวกต่อมาอีกภายหลังเกิดกรณี 14 ตุลา 2516
ทั้ง ๆ ที่ในขณะที่อยู่ในตำแหน่งก็ได้รับการสรรเสริญเยินยอว่าเป็นรัฐบาลนักพัฒนาบ้าง เป็นรัฐบาลนายพลคนซื่อบ้าง แต่พอหลุดจากตำแหน่ง หลุดจากอำนาจก็ถูกสอบสวนยึดทรัพย์เป็นแถว
การที่นายกรัฐมนตรีต้องใช้ ม.44 เพื่อให้ “รถไฟความเร็วสูง”กลายเป็นโครงการเหนือกฎหมายที่ป้องกันการทุจริตฉ้อราษฎร์บังหลวง เป็นกฎหมายที่ต้องปฏิบัติเพื่อความโปร่งใส อ้างว่าเพื่อความสะดวกรวดเร็ว “เป็นข้ออ้างที่ฟังไม่ขึ้น”
ถ้าหากการทำโครงการนี้แบบให้จีนไม่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายไทยถูกเสนอโดยรัฐบาลที่มาจาการเลือกตั้งก็ควรจะถูกประชาชนและสื่อมวลชนเล่นงานว่า “ขายชาติ” อย่างที่คุณ “ใบตองแห้ง”ว่าไว้ แต่นี่เพราะเป็นรัฐบาลทหารที่ปกครองด้วยปากกระบอกปืน จึงไม่มีใครกล้าปริปาก เพราะสังคมไทยเป็นสังคมที่กลัวผู้มีอำนาจ
พรรคการเมือง เช่น พรรคประชาธิปัตย์ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นพรรคการเมืองที่ถนัดเชี่ยวชาญ “การค้าน” ก็เงียบเอาตัวรอด พรรคเพื่อไทยซึ่งรัฐบาลถือว่าเป็นฝ่ายตรงกันข้ามก็ยิ่งแล้วใหญ่ พรรคการเมืองยามนี้จึงไม่ยอมทำหน้าที่เป็น หู เป็นตา เป็น “หมาเฝ้าบ้าน”ให้ประชาชนได้เลย
เมื่อรัฐบาลใช้ ม.44 ให้โครงการรถไฟความเร็วสูงเป็นโครงการเหนือกฎหมาย เราไม่มีทางรู้เลยว่า เราจะได้ของที่ดีที่สุดด้วยเงื่อนไขดีที่สุด ในราคาที่เป็นธรรมที่สุด เมื่อเขาสร้างเสร็จเราจ่ายเงินเรียบร้อยแล้วคนของเราจะทำแทนเขาได้หรือไม่…??
การชดเชยการขาดทุนของโครงการจะชดเชยอย่างไร? ก็ไม่พ้นต้องชดเชยโดยงบประมาณแผ่นดิน และเมื่อมีการขาดดุลงบประมาณก็คงไม่พ้นการขึ้นภาษี ไม่ว่าจะเป็นภาษีมรดก ภาษีทรัพย์สิน ภาษีเงินได้ และในที่สุดก็ต้องขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม หากเราไม่ประหยัด
การพิจารณาโครงการต้องทำด้วยเหตุผลและหลักวิชา ถ้าหากบ้านเมืองต้องการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่าง “รถไฟความเร็วสูง”แล้วในอนาคตจะทำสะพานข้ามแม่นํ้าโขงเพื่อรถไฟความเร็วสูงอีกหรือไม่? ทางรัฐบาลลาว รัฐบาลจีน จะร่วมจ่ายค่าสะพานหรือไม่? หรือไทยเป็นผู้จ่ายให้รถไฟจีนวิ่งแต่ฝ่ายเดียว ยังไม่มีใครรู้!!
หากรถไฟจีนจะวิ่งข้ามสะพานข้ามแม่นํ้าโขงไปเชื่อมกับรถไฟลาว-จีนที่เวียงจันทน์ก็ควรจะนำเงื่อนไขที่จีนให้กับลาวมาศึกษาว่าเหมือนกันหรือแตกต่างกันอย่างไร เงื่อนไขที่จีนไปร่วมพัฒนารถไฟความเร็วสูงสายจาการ์ตา-บันดุง ประเทศอินโดนีเซียเป็นอย่างไร?
โครงการที่ควรจะให้ความสนใจและเร่งรัดอย่างเช่นโครงการบริหารจัดการนํ้าที่เคยฮือฮาเมื่อเกิดนํ้าท่วมใหญ่เมื่อปลายปี 2554 กลับหายเงียบไป เพราะไม่มีใครผลักดัน
หากโครงการรถไฟจีนเกิดขึ้นโดน ม.44 โดยคำสั่งของคนๆเดียวที่ประกาศ “รับผิดชอบแต่ผู้เดียว” แล้วก็เกิดปัญหาทางการเงินก็ดี ปัญหาสิ่งแวดล้อมก็ดี ถึงตอนนั้นรัฐบาลนี้ก็ไม่อยู่เสียแล้ว ปล่อยให้เป็นปัญหาผูกพันรัฐบาลต่อไป
ถ้าเกิดความเสียหายยังนึกไม่ออกว่าจะรับผิดชอบอย่างไร?…
การผลักดันโครงการโดยใช้อำนาจปฏิวัติรัฐประหารในฐานะองค์อธิปัตย์ แม้ว่าจะสะดวกง่ายในการดำเนินการก็ควรจะใช้เฉพาะเรื่องที่จบสำเร็จเด็ดขาดเป็นเรื่องๆ แต่โครงการที่ผูกพันประเทศชาติและประชาชนไปในอนาคตอีกนานแบบนี้ ควรจะให้เป็นไปตามขบวนการในกรอบกฎหมายดีกว่า
เราควรเชื่อใน “ระบบ”ไม่เชื่อ “ตัวบุคคล”ไม่ว่าบุคคลนั้นจะมาจากไหน จะมาจากการเลือกตั้งหรือยึดอำนาจ เมื่อทหารยึดอำนาจมาเป็นรัฐบาลแล้ว ทหารก็ไม่ใช่ทหารอีกต่อไป แต่กลายเป็นนักการเมืองที่ไม่ได้รับความยินยอมของประชาชน แต่เป็นนัการเมืองที่แต่งตั้งตนขึ้นมา จึงไม่ควรจะเป็นผู้มีความชอบธรรมในการตัดสินใจใช้ภาษีอากรของประชาชนในโครงการใหญ่ๆที่ต้องใช้ทรัพยากรทางการเงินมาก ๆ โดยปราศจากการตรวจสอบซักถามจากประชาชน ถ้าจะมีโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ใช้เงินจำนวนมากก็ควรเปิดประมูลระหว่างประเทศ เปิดโอกาสให้ทุกประเทศสามารถเข้าร่วมในการประมูลได้ เพื่อจะให้ข้อมูลที่เชื่อถือได้ว่าเราได้ของดีที่สุดทันสมัยที่สุด และราคาเป็นธรรม
รวมทั้งมีเงื่อนไขอย่างอื่น เช่นการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับคนไทยมากที่สุด ไม่ใช่เป็นโครงการ “กล่องดำ”หรือ (BLACK BOX)ไม่ต้องมายุ่งเสร็จแล้วยื่นกุญแจให้รับเงินไป…
ถ้าหากโครงการรถไฟความเร็วสูงเป็นโครงการพื้นฐานที่ควรทำ ก็คงศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการมูลค่าของโครงการ ค่าโดยสารรวมทั้งภาระการขาดทุนที่ผู้เสียภาษีต้องแบกรับ ไม่มีเหตุผลที่จะไม่ให้มีการประมูล
นอกจากมีเหตุผลอื่น…

วีรพงษ์ รางมางกูร
_________________x_____________
ยาวหน่อยนะครับแต่ได้ข้อคิด “รถไฟไทย-จีน”ครบเครื่องเลยครับ ทางรถไฟ 3 กม.คงจะไม่เป็น
“โฮปเวลล์ 2 น่ะ”