บทวิเคราะห์การเมือง » บทวิเคราะห์การเมือง

บทวิเคราะห์การเมือง

1 กรกฎาคม 2017
136   0

 

ปี่กลองการเมืองดัง

ประชานิยมหวนกลับ

น้ำเน่าจะหวนคืน

พลันที่รัฐธรรมนูญผ่านการประกาศใช้  กติกาต่างๆกำลังถูกร่าง องค์กรอิสระที่ได้ประโยชน์ก็หุบปากเงียบ แต่องค์กรอิสระที่กำลังถูกเซ็ตซีโร่เกิดอาการร้อนใน ออกอาการเดินหน้าชนกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญเพื่อ

รักษาเก้าอี้ของตัวเอง

หลายองค์กรอิสระ ร้อยวันพันปีรับเงินเดือนเฉพาะกรรมการไม่ว่าจะเงินเดือนและอื่นๆเกือบสองแสนบาท แต่ผลงานไม่คุ้มค่ากับการลงทุนเอาเงินภาษีมาจ่ายเงินเดือน แถมในห้วงระยะเวลาของการยึดอำนาจการปกครองประเทศแทบจะเรียกว่า

หาผลงานจากองค์กรอิสระบางองค์กรไม่ได้

โดยเฉพาะองค์กรที่มีหน้าที่กำกับดูแลการเลือกตั้ง

ที่ใช้เงินงบประมาณเพื่อดำเนินการจัดการเลือกตั้ง แต่ไม่เคยมีการรายงานค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งแต่ละครั้งว่า ได้รับงบประมาณเท่าใด  ใช้จ่ายไปเท่าใด และเหลือต้องคืนรัฐเท่าใด

อย่าลืมเป็นอันขาดว่า เลือกตั้งในระยะหลังที่ผ่านมา เงินงบประมาณจากรัฐบาลที่เทไปให้ หลังการเลือกตั้งมีปัญหาก็ไม่ยอมส่งเงินที่เหลือคืนคลัง กลายเป็นปัญหาคาใจประชาชน

พลันที่มีการกำหนดว่าจะเลือกตั้งในปี 2561  เกิดการประเมินกันว่าจะเลือกตั้งน่าจะไม่เกินเดือนกันยายนและจะจัดตั้งรัฐบาลไม่เกินเดือนธันวาคม

กลายเป็นประเด็น

ประเด็นที่ว่า คือ อดีตนักการเมืองบางพรรคที่ยื่นใบลาออก พร้อมกับประกาศก้องบนเวทีการขับไล่ว่า จะไม่หวนย้อนกลับคืนสู่การเมืองและการเลือกตั้งอีกเด็ดขาด นัยสำคัญคือ

จะเลิกเล่นการเมือง

พลันที่มีการรัฐประหารและเกิดอาการพลิกล็อค

ทหารจัดตั้งรัฐบาล โดยไม่มีแกนนำการประท้วงล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เข้ามาทำหน้าที่ในการบริหารจัดการรัฐบาล โดยเฉพาะตำแหน่งรัฐมนตรี

จึงเกิดอาการเก็บตัวเงียบ ไม่กล้าออกมาเผชิญหน้ากับสังคม

พร้อมๆกับคำถามของหลายคนว่า ตกลงเงินบริจาคได้เท่าไหร่  เหลือเท่าไหร่ เอาไว้ไหน และเข้าบัญชีใด ขณะนี้ยอดเงินคงเหลือไว้เท่าใด

ห้ามลืมเป็นอันขาดว่า วันนี้หลายคนกำลังเดินงานการเมือง แม้นว่า คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติจะห้ามพรรคการเมืองประชุมกัน

แต่มีหลายกลุ่มคนหารือเพื่อ

เตรียมการเลือกตั้งกันแล้ว

ชัดเจนที่สุดว่า มีกลุ่มคนหนึ่งประสงค์อยากจะเป็นวุฒิสมาชิกสายแต่งตั้งเพื่อเบ่งบานบารมีมากกว่าการมาจากการเลือกตั้ง เพราะหากลงพื้นที่เมื่อใดจะสอบตกเพราะชีวิตทั้งชีวิตไม่เคยทำอะไรนอกจากการเกาะผู้มีอำนาจเพื่อให้

แต่งตั้งเป็นวุฒิสมาชิก

ตามที่ถนัดและออกมารับใช้คนแต่งตั้งด้วยการเล่นงานอีกฝ่าย

อย่าลืมเป็นอันขาดว่า สามปีของการบริหารจัดการของรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แม้นว่าจะดำเนินการทุกวิถีทางในการสกัดพรรคการเมืองที่เคยครองเสียงข้างมากในอดีตและทุกครั้งที่มีการสกัด จะมีการทำโพลออกมาควบคู่กันไป

พลันที่มีการทำโพลล่าสุดเมื่อหกเดือนที่ผ่านมา พบว่า พรรคการเมืองที่เคยครองเสียงข้างมาก หวนย้อนกลับมีคะแนนนิยมสูงในการเลือกตั้งครั้งหน้าถึงขั้นที่จะได้รับความเห็นชอบจากประชาชนที่จะเทคะแนนเสียงและผลักดันคนเข้าสภาผู้แทนราษฏรไม่น้อยกว่า  300  คน จากจำนวน 500  คน

อย่าลืมเป็นอันขาดว่า พรรคการเมืองบางพรรคที่เคยกระสันต์อยากจะเป็นรัฐบาลจนตัวสั่น พอไม่ได้ ไม่ยอมต่อสู้ในเวทีรัฐสภาแต่กลับออกมาต่อสู้กันข้างถนน ผลโพลออกมาค่อนข้างจะชัดเจนจากสองหน่วยงานของรัฐถึงขั้นที่ว่ามีคะแนนนิยมไม่น่าจะเกิน 40 ผู้ทรงเกียรติที่จะได้เดินเข้าสู่สภาผู้แทนราษฏร

จึงกลายเป็นประเด็น

การทะเลาะกันไม่เลิกว่า ใครควรจะต้องเป็นหัวหน้าพรรค

และบางคนถึงขั้นประกาศก้องว่าจะลงไปสู้ในสนามการเลือกตั้งของรัฐบาลท้องถิ่นอย่างกรุงเทพมหานครเพื่ออยากจะมีอำนาจหน้าที่ในการบริหารงบประมาณมหาศาลแต่แก้ปัญหาน้ำท่วมไม่ได้ไล่คนกลับไปอยู่ตามดอยตามเขาเหตุเพราะทนเดือดร้อนต่อน้ำท่วมขังไม่ไหว

อย่าลืมเป็นอันขาดว่า พรรคการเมืองบางพรรคเริ่มหันมามอง และไม่เห็นอนาคตจึงออกมาโวยวายมิยอมให้เกิดการใช้

ไพรมารีโหวต

เพราะนั่นจะส่งผลให้พรรคการเมืองขนาดกลางหลายพรรคที่เคยเป็นตัวแปรในการบริหารจัดการรัฐบาลและเรียกร้องตำแหน่งหรือกระทรวงเพื่อบริหารจนหาความเจริญกับกระทรวงเหล่านั้นไม่ได้นอกจากติดคาวคราบการทุจริตคอรัปชั่นอาจจะเหลือนักการเมืองเข้าสภาไม่น่าจะเกิน 9 คน

ต้องไม่ลืมเป็นอันขาดว่า มีการเพียรพยายามที่จะตั้งพรรคทหารขึ้น โดยกลุ่มสมาชิกสภาปฏิรูปประเทศที่คิดว่าผลงานของตัวเองเลิศหรูจากการเกาะผู้มีอำนาจในการรบรากับขั้วการเมืองดั้งเดิม

โดยประเมินตัวเองว่าน่าจะได้ไม่น้อยกว่า 100 คนจากพรรคทหาร

โดยลืมมองถึงอดีตของพรรคการเมืองที่เกิดเฉพาะกิจและลงทุนมหาศาลเพื่อเข้าสู่สนามการเลือกตั้งจนกระทั่งทุนการเมืองจากการสัมปทานกิจการรับเหมาของรัฐได้เงินมามหาศาลต้องหมดร่อยหรอไปจากการพ่ายแพ้แบบหมดรูปจากการเลือกตั้งหนก่อนหน้า

วันนี้กลุ่มการเมืองที่เคยยืนเกาะติดกับกลุ่มคนมีสีพยายามจะตั้งพรรคการเมืองที่เรียกว่าพรรคทหารขึ้น

แต่กระแสของประชาชนไม่ยินยอมให้คะแนนเสียง

จึงต้องกระทำด้วยการใช้

นโยบายประชานิยม ภายใต้ชื่อใหม่อย่างสวยหรูว่า

ประชารัฐ

แต่การบริหารจัดการของประชารัฐกลายเป็นเศรษฐีเงินหลวงบริหารงานแบบสามล้อถีบ

กลายเป็นหัวจิ้งจก หางไส้เดือน

ประชารัฐหาได้ประสบความสำเร็จแต่อย่างใดไม่ ตรงกันข้ามกลับปรากฏคราบไคลของการกล่าวหาว่ามีการจัดซื้อจัดจ้างที่แพงเกินจริงแถมสิ่งที่ได้มายังไม่มีคุณภาพและส่อไปในทางที่จะต้องมีการตรวจสอบและยิ่งไปกว่านั้น

ร้านประชารัฐ ไม่มีคนเข้าไปอุดหนุนเท่าที่ควร

ในอนาคตจะไม่ต่างจากอาคารร้างที่สร้างในนามโอท็อปที่กระพือโหมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไปสร้างจนกระทั่งกลายเป็น

ตึกร้าง

ไม่มีการใช้งาน

นอกจากทิ้งไว้ให้สุนัขจรจัดเข้าไปพักอาศัย

ต้องไม่ลืมเป็นอันขาดว่า วันนี้ราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ร่วงต่ำตลอดเวลา แต่ไม่มีปัจจัยหลักในการดึงดูดนักลงทุนจากต่างประเทศให้เข้ามาช้อปปิ้งหุ้นที่มีพื้นฐานดีราคาถูกและต่ำกว่าเดิมมากจนกระทั่งกลายเป็น

ปรากฏการณ์ที่ไม่สามารถสืบค้นได้ว่า

มันเกิดอะไรขึ้น

ต้องไม่ลืมเป็นอันขาดว่า กระแสการเลือกตั้งที่กำลังจะเข้ามา แม้นว่าบรรดาคนร่างรัฐธรรมนูญทั้งหลายจะร่างเพื่อกีดกั้นมิให้พรรคการเมืองที่เคยครองเสียงข้างมากเข้ามาเป็นรัฐบาล

แต่ในความเป็นจริง

ราคาข้าวที่ตกต่ำ และรัฐหันไปช่วยชาวสวนยางมากกว่าช่วยชาวนา

การปราบปรามทุจริตคอรัปชั่นแบบปากว่าตาขยิบว่าแต่เขาอิเหนาเป็นยิ่งกว่าคนอื่นกลายเป็นตัวตัดคะแนนนิยมของรัฐบาลและพรรคแนวร่วม

กลายเป็นประเด็นที่จะต้องจับตามอง

ปัญหาการลักลอบค้าน้ำมันเถื่อน การลักลอบค้ายาเสพติด การไม่สามารถแก้ไขปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้และการไม่สามารถแก้ไขปัญหาการทุจริตงบประมาณในวงราชการได้

จึงกลายเป็นประเด็น

ที่บั่นทอนคะแนนนิยมของรัฐบาลต่อการจัดตั้งพรรคการเมืองสายทหารเพื่อหนุนเนื่องให้มีอำนาจรัฐบริหารจัดการ

การเมืองในอนาคตเป็นเรื่องที่ต้องจับตามอง

และเป็นเรื่องที่จะต้องจับตามองว่า

จะหาเงินจากไหนมาจ่ายการก่อสร้างที่ผูกพันจากการเร่งรัดทำในวันนี้