มองแบบเผ่าเทพ » ภาษีกับงบประมาณ

ภาษีกับงบประมาณ

12 มิถุนายน 2017
68   0

งบประมาณประจำปี 2561 ของ รบ.คสช.ก็ผ่านสภาฯไปด้วยดีไม่มี สนช.คนใดออกเสียงค้านทั้งหมดเห็นชอบเพียงแต่งดออกเสียง 3 ท่านที่นั่งอยู่ข้างบนตามธรรมเนียม

ก็ไม่มีอะไรใหม่ในกอไผ่งบปี 2561 ยังไม่ถึง 3 ล้านล้านบาท แค่ 2.99 ล้านล้านบาท และเช่นเดิมเป็นงบขาดดุลประมาณ 4.5 แสนล้านบาท

เพราะรัฐประมาณการว่าจะมีรายได้เพียง 2.45 ล้านล้านบาท ตัวนี้แหละคือประเด็นที่ท่านนายกฯโยนหินถามทางว่าถ้าจะขึ้น VAT (ภาษีมูลค่าเพิ่ม)1 % จะได้ไหม และเราก็เคยเขียนค้านว่าถ้าจะขึ้นต้องขึ้น 3 % ให้กลับไปเป็น 10 % เช่นเคยเมื่อร่วม 10 ปีก่อน

“ภาษี”เป็นรายได้หลักของรัฐบาล และ “แวต”ก็เป็นรายได้หลักของ “ภาษี”เพียงขึ้น VAT 1 % รัฐจะมีรายได้เพิ่มร่วมแสนล้านบาท หากขึ้น 3 % รัฐอาจตั้งงบประมาณไม่ขาดดุลได้ แต่ต้องลดค่าใช้จ่ายโดยเฉพาะลดจำนวนข้าราชการทุกสีลง ซึ่งท่านนายกฯก็มีแนวคิดนี้อยู่ทำไมหรือ

งบประมาณรายจ่ายของรัฐบาลปี 2561 ตั้งไว้ 2.9 ล้านล้านบาทเป็น“รายจ่ายประจำ 2.15 ล้านล้านบาท”

รายจ่ายตัวนี้แหละเกือบทั้งหมดเป็นเงินเดือน ค่าจ้าง ค่ารักษาพยาบาลและสวัสดิการอื่นๆมากมายของข้าราชการทุกสี ลูกจ้างทุกหน่วยงานของรัฐ ซึ่งจะได้รับจนวันตาย!! งบนี้ 70 กว่าเปอร์เซ็นต์ของรายจ่ายและเป็นรายจ่ายประจำ รายจ่ายที่ไม่ได้ก่อให้เกิดการพัฒนาประเทศ เพียงแค่รักษาไว้เท่านั้น

รัฐบาลมีงบลงทุนเพียง 6.5 แสนล้านบาท ซึ่งเรียกว่าเป็นงบพัฒนาประเทศและค่อนข้างตํ่ามาก เพราะค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ไปอยู่ที่รายจ่ายประจำเสียหมด นอกจากนั้นรัฐยังต้องจ่ายคืนเงินกู้ร่วมๆแสนล้านบาท ค่าดอกเบี้ยเท่าไรยังไม่เห็น ต้องรอวาระ 3 ผ่านไปก่อน

สรุปแล้วรัฐก็ต้องกู้เงินมาอีกไม่น้อยกว่า 4.5 แสนล้านบาท เพื่อนำมาใช้จ่ายเพราะมีรายได้ไม่พอ

อีกเมื่อไรล่ะ รบ.จึงจะสามารถตั้งงบประมาณสมดุลได้ไม่ต้องเอาเกินดุลหรอก เอาแบบไม่ต้องกู้เขามา ขณะนี้เพดานเงินกู้ก็ใกล้จะเต็มแล้ว ภาระหนี้สินที่ลูก-หลานเราจะต้องชดใช้มากมายมหาศาล แต่ประเทศชาติไม่พัฒนา หรือพัฒนาไปช้ามากที่ตั้งเป้าไว้ว่า เราจะต้องไปถึง 4.0 เราว่าฝันมากกว่า หากว่ารัฐบาลยังมีรายได้อยู่อย่างนี้

มาพิจารณาเรื่อง “ภาษี”ของรัฐกันดีกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ประเทศที่พัฒนาแล้วหรือเจริญกว่าเราแล้วส่วนใหญ่ VAT จะเกิน 10 % ทั้งนั้น บางประเทศสูงเกือบถึง 20 % ในเมื่อ VAT เป็นภาษีที่เก็บได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยเป็นภาษีที่ยุติธรรมพอสมควร ก็ควรที่จะหันมาศึกษากันให้ดีเกี่ยวกับอะไรที่ไม่เก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม อะไรที่ควรเก็บหรือเลิกเก็บ ฯลฯ

กิจการที่ได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 84 แห่งประมวลรัษฎากรสำหรับการขายสินค้าที่มิใช่การส่งออกหรือการให้บริการมีหลายสิบประเภท ซึ่งควรได้รับการศึกษาใหม่บางรายการเอื้อประโยชน์ผู้ประกอบการหรือนายทุนมากไป บางรายการก็ไม่ควรเก็บเลยเช่น

การขายยาหรือเคมีภัณฑ์ที่ใช้สำหรับพืชหรือสัตว์ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่การขายยาที่ใช้กับมนุษย์ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม

เราว่ามันตรงกันข้ามยาปราบศัตรูพืชไม่ควรได้รับการยกเว้น ไม่ควรสนับสนุนให้เกษตรกรใช้สารเคมีในงานของเขาเลย ยาสำหรับรักษาคนเสียอีก คนจน คนรวยต้องใช้ควรจะได้รับการยกเว้น

– การให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ไม่ว่าจะเป็นบ้าน อาคาร หรือที่ดินได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม

เราเห็นว่าควรจะเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม

สมมติว่าถ้าเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มอีก 3 % เป็น 10 % ผู้มีรายได้น้อย 12 ล้านคนของรัฐบาลจะมีผลกระทบเพียงใด ลองพิจารณาดูผู้มีรายได้ปีละ 100,000 เขาจะซื้อสินค้าหรือบริการที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มสักเท่าไร 20,000 หรือ 25,000 สมมติว่า 25,000 เขาจะจ่ายเพิ่มอีก 3 % เพิ่มอีกปีละ 750 บาท จากที่เสียอยู่ รัฐอาจช่วยออกให้ได้

ที่กล่าวว่าขณะนี้เศรษฐกิจไม่ดียังเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มของจะแพงขึ้น ประชาชนจะเดือดร้อนไม่จริงครับ ถ้ารัฐคุมราคาสินค้าที่จำเป็นอยู่ ค่าครองชีพจะสูงขึ้นน้อยมาก

สินค้า 100 บาท เสียภาษี 7 บาท เสียภาษีอีก 3 บาทราคาจะเพิ่มเป็น 103 บาท หรือประมาณ 3 % แต่รายได้ของประชาชนจะต้องขึ้น 4-5 % อย่างที่รัฐบาลให้กับข้าราชการจึงจะอยู่ได้

หากเราจะก้าวหน้าไปให้ทันประเทศอื่นๆหรือหนีประเทศที่จี้ติดเรามา เช่น เวียดนาม และเมียร์มา รัฐจำเป็นต้องมีรายได้เพิ่ม ลดรายจ่ายลง ลดรายจ่ายประจำเพียง 5 % ที่จะประหยัดได้ร่วมแสนล้าน เพิ่มภาามูลค่าเพิ่ม 3 % นัฐจะมีรายได้เพิ่ม 2-3 แสนล้าน!!

หากไม่ทำท่านจะเอาเงินไหนมาพัฒนาประเทศอย่าว่าแต่เอาไปซื้อเรือดำนํ้าเลยครับ จะเอาไปช่วยผู้สูงอายุ คนพิการก็จะไม่มีหากรัฐบาลนี้ไม่เพิ่ม VAT รัฐบาลเลือกตั้งใดก็เพิ่มไม่ได้ครับ